ฉบับที่ 10 กันยายน 2530 "ชานชาลา" ชนบท



ตอนแรกเลยที่ไปดูผลสอบเอ็นทรานส์แล้วรู้ว่าตัวเองติดมช. เนี่ย ดีใจน่ะ... ไม่ต้องพูดถึง ดีใจสุดชีวิตทีเดียวเชียว แต่พอหันไปเจอดวงตาละห้อยละเหี่ยของไอ้เพื่อนซี้ ซึ่งทำท่าราวกับว่า เราเอ็นทรานส์ติด มหาวิทยาลัยแถบขั้วโลกใต้ ยังไงยังงั้น ชั่วขณะนั้น ก็นึกเสียดายที่ไม่ติดจุฬา ธรรมศาสตร์ หรือเกษตร ก็เนี่ย เลือกไว้อันดับเดียวเสียด้วย ไม่รู้ว่าติดได้ยังไง แล้วไอ้เพื่อนซี้ของเรามันจะกินจะนอน จะเที่ยวกะใครล่ะคราวนี้... โถ

แต่ก็นั่นแหละ ใครๆ ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่(เอ็นทรานส์) ติดนี่ก็บุญบาลหนักหนาแล้วแกเอ๋ย… ไปเรียนเถอะไป๊ แล้วบรรดาฝูงสหาย ก็ยกโขยงกันมาส่งถึงหัวลำโพงกันเลยเชียว วันรับน้องรถไฟของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่วันนั้น หัวลำโพงแน่นขนัด ด้วยบรรดาผู้มาส่งญาติ ส่งเพื่อน ส่งแฟน เฉลี่ยแล้วประมาณยี่สิบคนต่อน้องใหม่หนึ่งคน หรืออาจจะมากกว่า เพราะบางคนก็ญาติเยอะ บางคนก็แฟนเยอะ ก็แล้วแต่

เสียงพูดคุยหยอกล้อโห่ร้องกันก่อนจะจากกันลั่นไปหมด แข่งกับเสียงรุ่นพี่แต่ละคณะที่ประกาศเรียกน้องใหม่ของตัวเอง เพื่อให้มาตรวจเช็คตั๋ว กับสัมภาระ ว่ามีอะไรกี่ชิ้นบ้าง บางคนมีกระเป๋าลากมา 7 ใบ รุ่นพี่แทบลมใส่นึกว่าย้ายบ้าน ก็ดูคึกคัก จอแจ จ้อกแจ้ก เจ๊าะแจ๊ะ วุ่นวายดี

จนได้เวลารถไฟออกจากชานชาลานั่นแล้ว เสียงหัวเราะถึงได้เปลี่ยนเป็นเสียงร่ำไห้ ด้วยคงดีใจที่เพื่อนไปซะได้ หรือด้วยอาลัยอาวรณ์ก็ไม่ทราบ บ้างก็ร่ำลาสั่งเสียกันเป็นยืดยาว อันว่าคำร่ำลานั้นก็มีหลายแบบหลายประเภท แบบที่ซึ้งๆ หน่อยก็เช่น "รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะ" "แล้วเขียนจดหมายมาบ่อยๆ นะ… ฮือ… ออ.." ทำนองนี้… นอกจากนี้ ยังมีอีกประเภทหนึ่งที่พบมากที่สุดคือ "เมื่อไหร่รถไฟจะออกวะ มึงจะได้ไปๆ เสียที" หรือ "กูรอโอกาสนี้มานานแล้ว" หรือ "ไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีกนะโว้ย" อย่างนี้ก็มี

แล้วยังมีประเภทปีศาจสถาบันเลือดโรงเรียนเข้มข้น ร้องเพลงโรงเรียนแล้ว "บูม" เป็นระยะๆ จนกว่ารถไฟจะออก แล้วยังมีอีกนะ ประเภทดักส่งตามสถานีรายทาง บางซื่อบ้าง บางเขนบ้าง ดอนเมืองบ้าง ที่สถานีอยุธยาก็ยังมี… ดูเอาก็แล้วกัน บางคนที่ร้องไห้มาแล้วจากหัวลำโพง น้ำตายังไม่ทันจะแห้ง พอเจอเพื่อนมาดักส่งอีก.. เอ้า ร้องอีกแล้ว กว่าจะหมดยกก็โน่น.. เลยอยุธยาไปแล้วนั่นล่ะ

ตอนที่อยู่บนรถไฟเนี่ย เป็นโอกาสแรกเลยที่จะได้รู้จักเพื่อนใหม่ โดยมีรุ่นพี่คอยเดินบอก "เอ้า.. คุยกันเลยน้อง ถามชื่อแซ่ ถามบ้านเลขที่.. อะไรก็ได้ คุยเลย คุยเข้าไป" ทั้งยังมีเกม มีเพลงให้เล่นให้ร้องกันจนดึกดื่น เป็นการฆ่าเวลา เพราะรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่เนี่ยใช้เวลา 14 ชั่วโมง นั่งกันจนก้นบานเลยเชียว หลับแล้วตื่น แล้วหลับแล้วตื่นก็ยังไม่ถึงสักที พอฟ้าเริ่มสางก็ถูกรุ่นพี่ (ตัวดี) ปลุกให้ลุกขึ้นมาเพื่อจะบอกว่า ตอนนี้เรากำลังจะลอดอุโมงค์ขุนตาล อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยแล้วนะ และเราก็รู้สึกว่ามันยาวจริงๆ เสียด้วยสิ

ก่อนที่รถไฟจะเข้าเทียบชานชาลาจังหวัดเชียงใหม่ ก็รุ่นพี่อีกนั่นแหละ ที่ชี้ให้ดูยอดพระธาตุดอยสุเทพซึ่งมองเห็นแต่ไกล และบอกให้ "ไหว้พระธาตุเสียสิ" แล้วยังบอกอีกว่า "มอ. ชอ. อยู่ตรงเชิงดอยนั่นเลยน้อง เดี๋ยวเราก็จะได้เข้ามอ. กันแล้ว"

พอถึงเชียงใหม่เข้าจริงๆ ก็ให้รู้สึกแปลกๆ ด้วยว่าไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะต้องมาอยู่ที่นี่ถึง 4 ปีเต็มๆ เราคงตื่นเต้นมากไปซะหน่อย เลยไม่ทันเห็นรุ่นพี่ที่มารอรับที่สถานี เอาพวงมาลัยดอกมะลิมาคล้องคอให้ พอได้กลิ่นหอมๆ ก็เลยหันไปดู ก็เจอกับรอยยิ้มอบอุ่นกับเสียงนุ่มๆ บอกว่า "ยินดีต้องรับน้องใหม่ครับ" ยิ่งตื่นเต้นกันไปใหญ่โตเลยทีนี้ แหม… เชียงใหม่นี่น่าอยู่ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลยเหรอเนี่ย

ช่วงแรกๆ ของการเป็นน้องใหม่ที่นี่ มีกิจกรรมมันส์ๆ สนุกสนานให้ทำเยอะแยะมากมายไปหมด เรียกว่าไม่มีเวลาให้คิดถึงบ้านกันเลยเชียว เริ่มตั้งแต่ต้องซ้อมเชียร์คณะทุกๆ เย็น รับน้องคณะ รับน้องมหา'ลัย รับน้องขึ้นดอยซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญของที่นี่ และมีแห่งเดียวในประเทศไทยด้วยนะ และอื่นๆ อีกสารพัด อยู่ไป.. อยู่ไปก็เริ่มชินกับชีวิตเด็กมอ. ซึ่งต้องอยู่ในหอในมอ. (มหาวิทยาลัย) นั้นแหละ เพราะช่วงเทอมแรกเนี่ยเป็นฤดูฝน แล้วฝนก็ตกแทบทุกวัน

หลังฝนตกต้นม้งต้นไม้งี้เขียวไปหมด ภูเขาก็ถูกสายหมอกลอยคลอเคลียไม่ยอมห่าง จนเราอดรู้สึกอิจฉาภูเขาไม่ได้ เพื่อนร่วมห้องผู้มีจินตนาการอันกว้างไกลของเรา ก็ช่างเปรียบเปรยว่า เหมือนหมวกสีขาวใบโตๆๆ แล้วผูกด้วยโบว์สีขาวเส้นใหญ่ๆ เลยนะเธอนะ… ว่าเข้าไปนั่น โรแมนติกจริงนะแม่คุณ

จะว่าไปจริงๆ แล้ว อยากจะบอกว่าทิวเขาและยอดดอยข้างมอ. เนี่ย เป็นสิ่งที่เราประทับใจที่สุดเลย เป็นสิ่งที่คุ้นเคยที่ดูเท่าไหร่ๆ ก็ไม่รู้เบื่อ วันที่ฟ้าใสๆ จะแลเห็นทิวเขาโดดเด่นชัดเจนมาก หรือในวันที่ฝนตกหนักอย่างวันนี้ สายฝนกับหมอกเมฆก็ช่วยกันบังภูเขา จนมิดมองไม่เห็นเลยก็มี และมีบางวันเหมือนกันที่รู้สึกว่า ภูเขาดูเหงาๆ ยังไงก็ไม่รู้ จริงๆ นะ เอ๊ะนี่เรากลายเป็นผู้มีจินตนาการกว้างไกล ไปอีกคนแล้วหรือไง

เพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ ก็หลงเสน่ห์เชียงใหม่เข้าให้เต็มเปาแล้วสิเรา ว่าแล้วก็หยิบมาลัยมะลิพวงนั้นขึ้นมาชื่นใจอีกสักที เอ… ก็เหี่ยวแห้งจนขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงยังได้หอมอบอวลอยู่อีกนะ

ว้าย… โรแมนติค.. แอตแลนติค แอนตาร์คติค ซิมเปิ้ลฮาร์โมนิค จบดีกว่านะคะ


คุณชนบท เขียนเรื่องเชิงบันทึกได้น่าอ่าน เชื่อว่าเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ และคุณชนบทก็ถ่ายทอดออกมาได้ดี เด็กมอ. ทั้งหลายคงถูกใจ - บก.





ที่รัก
อย่าร้องไห้
ฉันอาจซับน้ำตาให้
หากเธอไม่ร้องไห้ ตอนเช้า
เพราะในยามรุ่งอรุณ
ขี้ตาเธอเยอะ
ที่รัก
อย่าร้องไห้ตอนเช้าเลย... ขอร้อง

เฉวงชัย ศิษย์ฉ่อย