|
โครม
ม ม ......................................

พอสิ้นเสียงโครมลง ความชุลมุนวุ่นวายก็เกิดขึ้นในบัดนั้น
เสียงร้องระงมเต็มไปหมด บางคนที่พอพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นได้ ก็รีบเดินไปปลดนาฬิกาข้อมือ
สร้อยคอ หรือแหวน ของคนรอบข้างที่หมดสติ
ผมพอจะเริ่มรู้สึกตัวบ้างแล้ว
ก็เริ่มสำรวจดูโดยรอบ ผมมองเห็นชายหนุ่มใหญ่หน้าตาคมเข้มคนหนึ่ง ใส่กางเกงขายาวสีแดงไม่ใส่เสื้อ
เดินตรงมาที่ที่ผมนอนอยู่ แล้วเขาก็ยิ้มนิดหนึ่งก่อนที่จะเอ่ยทักกับผม
"เจ็บมากไหม
ไปกันเถอะ"
ผมเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง
ลองลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็รู้สึกลางๆ ว่า ผมกำลังจะไปหาแฟนที่ประจวบฯ
ผมขึ้นรถบขส. คันที่คนขับเป็นคนขี้เล่น เขาแสดงความขี้เล่นด้วยการขับรถอย่างคนมีอารมณ์ขัน
สุดท้าย..... ก็จูบประสานงาเข้ากับรถสิบล้อบรรทุกสับปะรดคันหนึ่ง ผมเริ่มนึกออกแล้ว
รถชนกัน และผมก็เป็นหนึ่งในผู้โดยสารในรถด้วย
ชายคนนี้คงจะเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิหนึ่งแน่เลย
เอ๊ะแปลก..... มูลนิธิต่างจังหวัดนี่ เขาแต่งตัวกันแปลกๆ ใส่กางเกงสีแดงแปร๊ดเลย
เสื้อแสงไม่ยอมใส่
ผมเดินตามไปสักระยะหนึ่ง
แล้วเขาก็หยุดหันมาเปรยกับผม
"ทำใจดีๆ
ไว้นะ คุณน่ะหมดหน้าที่ในโลกมนุษย์แล้ว เรากำลังจะไปกันในที่มนุษย์ไม่สามารถรู้เห็นได้"
ว่าแล้วเขาก็ชี้มือกลับไป
ที่ที่ก่อนผมจะลุกขึ้นมา แล้วเขาก็พูดต่อ
"นั่นไง.....
ศพคุณ"
ผมเหลียวหลังกลับไปมองดู
ก็เห็นภาพพลเมืองดีกำลังแย่งกันช่วยเหลือ เอาเครื่องประดับเงินทอง ของมีค่า
ออกจากร่างไร้วิญญาณของผม
ผมเริ่มเข้าใจอะไรจริงๆ
จังๆ เดี๋ยวนี้เอง ผมตายแล้ว ตายโดยอุบัติเหตุ ชายหนุ่มใหญ่กางเกงแดงนี้คงจะเป็นยมฑูต
ที่จะพาวิญญาณผมไป นรกหรือสวรรค์แน่นอน ผมเห็นชายหนุ่มใหญ่กางเกงแดงอีกหลายคน
กำลังพาผู้ประสบอุบัติเหตุอีกมาก เดินออกจากที่เกิดเหตุ บางคนก็ดิ้นร้องโวยวาย
บางคนก็ไม่ยอมไปด้วย คว้าได้อะไรใกล้มือก็กอดยึดไว้แน่น เป็นที่ยุ่งยากของยมฑูต
ที่ต้องคอยแกะมือแกะเท้า ให้หลุดออกจากวัตถุในโลกมนุษย์ ตัวผมเองตอนนี้ก็เริ่มสั่นไปหมดทั้งตัว
เมื่อเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมลองดูดฟันซีกที่โดนแมงกินเป็นรูกลวง
โอ๊ย........ ผมรู้สึกว่ามันปวดเสียวๆ..........
นี่ผมไม่ได้ฝันไปแน่ๆ เลย ผมจะทำยังไงดี จะวิ่งหนีหรือก็ไม่พ้นแน่ ทำใจดีสู้เสือ
แล้วเดินตามเขาไปดีกว่า ผมมันก็ไม่ได้ทำเลวอะไรนักหนานี่ จะกลัวไปทำไม
มองดูโดยรอบแล้วก็มีผมเพียงคนเดียว
ที่เดินตามยมฑูตไปอย่างสงบ
2
เราไปถึงที่ๆ หนึ่ง
ที่นี่ร้อนมาก ผมเริ่มรู้สึกว่ามันอบอ้าวจนอยากอาบน้ำ เขาพาผมเข้าไปที่เคาน์เตอร์ยาวๆ
ดูท่ามันจะเป็นปากทางเข้าในอะไรสักอย่าง แล้วยมฑูตก็พูดกับคนในเคาน์เตอร์
"งานหนักหน่อยนะพวกเธอ
งวดนี้ตายหมู่ 27 ศพ คนขับมันขี้เล่น"
คนในเคาน์เตอร์เป็นผู้หญิงหน้าตาดีมาก
แต่งตัวคล้ายนักรบหญิง สมัยบ้านบางระจัน แต่แทนที่จะนุ่งโจงกระเบน กลับกลายเป็นนุ่งกระโปรง
ดูแล้วมันทะแม่งๆ ยังไงชอบกล ผมนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่า มันจะเข้ากันได้ยังไง
ระหว่างกระโปรงกับชุดนักรบโบราณ ผมนึกถึงนรกขึ้นมาทันที ที่นี่ต้องเป็นนรกแน่ๆ
เลย ผมแปลกใจมากที่นรกมีผู้หญิงทำงานด้วย ผมจึงลองเอ่ยปากถามเธอ
"ที่นี่
ที่ไหนกันครับ"
"นรก
แผนกเทียบประวัติ"
"แล้วนรกมีผู้หญิงทำงานด้วยหรือ"
"นี่คู้น........
นี่มันสมัยไหนกันแล้ว ผู้ชายผู้หญิงนะ สิทธิเท่าเทียมกันแล้วนะ จะมัวให้ฉันนั่งมองผู้ชายทำงานนะ
หมดยุคหมดสมัยแล้ว ที่นรกฝรั่งนะ เดี๋ยวนี้ เขาให้ผู้หญิงเป็นพยายมกันแล้ว"
ผมยิ้มในใจนิดหนึ่ง ผมนึกไม่ผิดจริงๆ แต่ดูเธอจะอธิบายอย่างน้อยเนื้อต่ำใจเอามากๆ
"คุณชื่อ
นามสกุลอะไร อายุบนโลกเท่าไร บ้านอยู่ไหน ทำงานอะไร"
เธอถามผมพรวดเดียวยาวเฟื้อย
ผมตอบเธอไปเสร็จ เธอก็ตรวจดูชื่อบนบัญชีที่เธอถืออยู่ แล้วบอกว่าไม่ผิดตัวแน่
ว่าแล้วเธอก็ให้ผมเซ็นชื่อ ลงบนกระดานชนวนบนเคาน์เตอร์
"คุณจะฝากเสื้อผ้าหรือเปล่า
ชิ้นละยี่สิบ"
เธอถาม
ผมมองหน้ายมฑูตอย่างงงๆ
เป็นเชิงถาม ยมฑูตจึงได้อธิบายให้ผมฟัง
"ห้องที่ท่านพิจารณาความน่ะร้อนมาก
ถ้าใส่เสื้อผ้าลงไปเดี๋ยวจะทนไม่ไหว ที่นี่จึงมีแผนกรับฝากเสื้อกางเกงด้วย"
ผมเริ่มเข้าใจที่ยมฑูตพูด
แต่ผมไม่มีเงิน
เหมือนกับเธอจะรู้ถึงความคิดของผม
"ยังไม่ต้องจ่ายตอนนี้หรอก
เพียงแค่เซ็นชื่อปั๊มลายนิ้วมือไว้ ถ้าคนบนโลกทำบุญมาให้ ที่นี่ก็จะหักยอดเงินไปเอง
โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย"
ผมรู้สึกลังเลอย่างไม่แน่ใจ
ก็พอดีเห็นคุณลุงท่าทางมีบุญวาสนาสองคน เดินยิ้มออกจากปากทางเข้า แล้วขอเบิกเสื้อกางเกงของตน
ลุงคนหนึ่งในสองคนยิ้มให้ผม และคนอื่นๆ พลางถามมาที่ผม
"อ้าว.....
ทำไมไม่ฝากเสื้อผ้าละคุณ สองอย่าง 40 ไม่แพงหรอก ผมกำลังจะไปขึ้นสวรรค์แล้ว
คุณคงเพิ่งมาซิ"
ผมพยักหน้ารับ แล้วจัดแจงถอดเสื้อ
ถอดกางเกงออกอย่างเขินๆ เธอคนเดิมคงเข้าใจว่า ผมอาย จึงพูดพร้อมกับมองหันไปทางอื่น
"ไม่ต้องอายหรอก.....ฉันเห็นมามากแล้ว
อ้อ.... แล้วไว้ว่างๆ ไปเข้าฝันญาติของเธอให้ทำบุญกางเกงในมาให้หน่อยนะ
รูเบ้อเริ่มเลย ยังฝืนใส่อยู่ได้ ทุเรศน่าดูเลย"
ด้วยอายยิ่งนัก ผมรีบเร่งให้ยมฑูตพาผมไปจากที่นี่โดยเร็ว
ยมฑูตจึงพาผมลงเข้าไปในห้องพิจารณาความ
โอ๊ยร้อนอะไรกันนักกันหนา
นี่ขนาดใส่กางเกงในตัวเดียวนะ เหงื่อเม็ดโป้ง เริ่มหยดเต็มแผ่นหลัง และใบหน้า
3
"คุกเข่าแล้วก้มหน้าลง"
เสียงดังกังวานรอบห้อง
ชายสูงอายุทางขวามือของผม
หรือทางซ้ายมือของคนนั่งกลาง พูดเสียงเย็นชามาทางผม
"เจ้าใช่มั้ยที่ชื่อ
สมศักดิ์"
"ใช่ครับ.......
สมศักดิ์ชื่อผมเอง"
ผมเงยหน้าขึ้นตอบ
"ดีมาก.......
เจ้าหมดอายุขัยตั้งแต่ยังหนุ่ม คงเสียดายชีวิตน่าดู"
คนนั่งกลางสวมมงกุฏมีเขาเปรยขึ้น
ผมยังคงคุกเข่าอยู่เฉยๆ
ไม่แน่ใจว่าเขาถามผม
"เจ้าหนุ่ม
ท่านถามทำไมไม่ตอบ"
"สมศักดิ์ครับ
ผมชื่อสมศักดิ์"
"เออ........
สมศักดิ์ เจ้านั่นแหละท่านถามทำไมไม่ตอบ"
ชายสูงอายุทางซ้ายมือของผม
หรือทางขวามือของคนนั่งกลางพูดขึ้นบ้าง
"คือ......
เออ คือ .......ผมไม่ทราบนี่ครับว่าท่านถามผม ผม.....ก็.....ผม"
"เอาละ......"
ท่านเอ่ยตัดบท
"เจ้าคงยังไม่หายตกใจ ข้าขอแนะนำ ข้าเป็นใหญ่ที่สุดในนี้
ทุกคนในนี้เรียกข้าว่า ท่านท้าว ท้าวพยายม หรือท้าวมัจจุราช มีหน้าที่พิจารณาบทลงโทษมนุษย์ทุกคนที่ตกลงมาที่นี่
ส่วนขวามือข้า คือ ท่านสุวรรณ มีหน้าที่รายงานสิ่งดีงามของมนุษย์ ซ้ายมือคือ
ท่านสุวาน ผู้ถือบัญชีความชั่วของมนุษย์ทุกคนในโลกมนุษย์ เอาละ...... เจ้าสงสัยอะไรอีกมั้ย
สมศักดิ์"
"สะ.....
สะ..... สงสัยครับ"
ผมตอบแบบไม่มั่นใจนัก ครึ่งกลัวครึ่งกล้า
"สงสัยอะไรว่ามา"
"คืออ้า....."
ผมรวบรวมความกล้าที่สุดเท่าที่มีอยู่แล้วถามพรวดออกไป "คือ....
ท่านท้าวกับท่านสุวรรณ สุวาน ทำอย่างไร อะไรมาหรือครับ ถึงได้มานั่งตำแหน่งนี้
ท่านสอบหรือว่าเส้นใครเข้ามาครับ แล้วท่านสุวรรณ สุวานนี่ จบอะไรมาครับ
ดูบัญชีเก่งจัง บัญชีจุฬา หรือธรรมศาสตร์ หรือ....."
"เอาละๆ
พอแล้ว พอแล้ว" ท่านท้าวยกมือขึ้น
ห้ามไม่ให้ผมพูดต่อ
"ที่เจ้าถามน่ะ
มันเป็นความลับของไตรภูมิ ข้าไม่อาจบอกเจ้าได้หรอก"
"งั้น....
ผมก็ไม่รู้ไปจนตายซิครับ"
"เจ้าน่ะ
ตายอยู่แล้ว เจ้าไม่รู้ไปจนเกิดต่างหากเล่า เพราะมันเป็นสิ่งลี้เร้นลับตั้งแต่จำความได้
ข้าก็มานั่งทำตำแหน่งนี้อยู่ที่นี่แล้ว ข้าเองยังไม่รู้เลยว่าจบอะไรมา
อ่านหนังสือเขียนหนังสือออกได้ยังไงข้าก็ไม่รู้ แล้วที่ข้างงและประหลาดใจที่สุดก็คือ
ทำไมมงกุฏประจำตำแหน่งข้า มันถึงได้ไปคล้องจองกับเขาควายบนโลกมนุษย์ สิ่งที่ข้าค้นหาคำตอบไม่ได้ยังมีอีกมากนัก
เอาละ นอกเรื่องมามากแล้ว เรามาพิจารณาคดีความกันเสียทีดีกว่า สุวานบอกความชั่วของเจ้าสมศักดิ์มาซิ"
"ได้ขอรับ......
นายสมศักดิ์ เมื่อวัยเด็ก ประพฤติตนเกเร ชอบยิงนก ตกปลา รังแกหมา แกล้งแมว
ฆ่ายุง ตีแมลงวัน เปิดกระโปรงผู้หญิง ย่างเข้าสู่วัยรุ่น ยกพวกเตะบอลผิดกติกา
บอลแพ้คนไม่แพ้ ไม่มีน้ำใจนักกีฬา เล่นดนตรีตอนตี 2 ก่อความรำคาญเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน
ถ้ำมองผู้หญิงอาบน้ำ ยามหนุ่มไม่ทันได้ประพฤติชั่ว ก็หมดอายุขัยเสียก่อน
ขอรับ ท่านท้าว"
"เอาละ
ทีนี้ลองดูซิว่าเจ้าสมศักดิ์มีความดีอะไรมาหักล้างได้บ้าง ท่านสุวรรณ"
"ขอรับท่าน
ความดีไม่มีปรากฏในบัญชีเลยขอรับ วันทั้งวันเอาแต่ร้องเพลง จะมีนิดหน่อยก็เป็นบุญเก่ามาแต่ชาติกระโน้น
ขอรับ"
"เอาละ.......
ถ้าอย่างนั้น หักลบกันแล้วเจ้าสมศักดิ์ก็ยังมีความชั่วอีกคิดเป็น 35% ของกรรมต่างๆ
ที่เจ้าทำไว้ทั้งชีวิต เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวมั้ย ก่อนที่จะถูกลงโทษ"
"โธ่.....
ท่านครับความชั่วแค่นิดหน่อย เจ้ากรรมนายเวรอโหสิให้ แผลบเดียวก็หมดแล้ว
ทำไมต้องถูกลงโทษด้วย โหดร้ายจริงๆ"
ผมเริ่มหาเรื่องมาอ้างเพื่อผ่อนโทษ
"โหดร้ายหรือ
ในบรรดานรกทั้งหลาย ที่นี่แหละสุขสบายและแจกโทษเบาๆ ที่สุดแล้ว แม้แต่ฮิตเลอร์ยังต้องขอลี้ภัยมารับโทษที่นี่เลย
ข้าตัดสินอย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว เจ้าชอบเปิดกระโปรงเพื่อนนักเรียนผู้หญิง
ข้าจะให้เจ้าขึ้นต้นงิ้ว บอนไซ ถือเป็นโทษเบาสุดของความชั่วประเภทนี้แล้วนา........
เอาละ ส่วนเรื่องถ้ำมอง เจ้าก็มีของเจ้าอยู่แล้ว ยังแอบดูของคนอื่นอีก
เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวมั้ย"
"โธ่ท่าน...
ก็ผมมีแบบของผมแบบเดียวนี่ครับ ผมก็อยากดูแบบอื่นมั่ง"
"เอาล่ะ....
(ท่านท้าวพยายามติดคำว่า เอาล่ะ เหมือนบางคนติดคำว่า แบบว่า)
ถ้างั้นขึ้นต้นงิ้วเสร็จ ยมฑูต เจ้าพาไอ้สมศักดิ์ไปเกิดชดใช้กรรม"
หนังสือพิมพ์ยอดนิยมของไทย
กรอบเล็กพาดข่าว "พบเด็กประหลาดมีสองเพศ"

|