ฉบับที่ 35 กุมภาพันธ์ 2533 "เรื่องสั้น" วุฒิชาติ ชุ่มสนิท

ทางเท้าเล็กแคบนั้น วางตัวทอดยาวขนานเคียงกับถนน เปิดชายด้านหนึ่งให้ไหลลาดเปลือยไปสู่ลำน้ำ โคมไฟทรงกลม วาวแสงพอให้ความสว่างได้เป็นระยะๆ เหนือฟ้าคืนนั้น จันทร์ทอดวงกลม ประดับอยู่เดียวดาย

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาตามจังหวะที่เธอเดิน กำไลมือสั่นกรุ๋งกริ๋งขานรับทุกครั้งที่บุหรี่ในมือถูกยกขึ้นทาบริมฝีปาก กากควันปล่อยสั้น - ยาวตามอารมณ์ ม่านขาวกระพือท้าทายสีทึมดำรอบกาย ก่อนที่จะถูกดูดกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน

ลมหนาวกรูมาเยือกหนึ่ง หญิงสาวห่อไหล่ตามสัญชาติญาณ แต่สัมผัสประหวัดถึงความหนาวจากภายในที่วูบวับขึ้นมา ปฐมเหตุของมัน เล่นล้ออารมณ์ให้อยู่ในภวังค์ครุ่น จนเมินเหม่อ ไม่รับรู้ถึงใครบางคนที่เดินสวนมา

สองร่างเกี่ยวกันจนซวนเซไปเล็กน้อย ชายหนุ่มคนที่ถูกปะทะ เอ่ยปากขอโทษอย่างสุภาพ เธอตื่นตามอง พยักยิ้มขอโทษไปเช่นกัน แล้วหันกลับก้าวเดินต่อ ชายหนุ่มมองตามชายประโปรงยาวสีขาว ที่พะเยิบไหวพร้อมจังหวะก้าว ผิวปากหวือ ก่อนจะห่างหายไปตามครรลอง

หญิงสาวเดินเลี้ยวเข้าบริเวณร้านเหล้า หยุดตัวเองไว้ตรงโต๊ะเล็กๆ ริมน้ำ แสงสลัวจากพื้นที่ส่วนโรงเรือนทอดฉายมารางๆ เธอเรียกขอเหล้าที่เหลือฝากเอาไว้ และไม่นาน แอลกอฮอล์แก้วแรกก็ได้รับการผสม และรินล่วงสู่ภายใน

เธอเอนกายพิงพนักอย่างเอื่อยอารมณ์ แหงนหน้าทอดสายตาไปเบื้องสูง มองลอดกิ่งก้านเปลือยใบของต้นหูกวาง เห็นดวงจันทร์ทอแสงเย็นอิ่มในตัวเอง เดือนดวงแหว่งวิ่นลอดช่องก้านไม้ออกมา ดูงดงามและน่าชื่นชมกว่าทรงกลมที่เห็นจนชินตา

หญิงสาวคลึงก้านแก้วเหล้า และด้วยอารมณ์ที่ไม่กล้าเปิดเผยแม้กับตัวเอง เธอเรียกขอกาแฟร้อน ยิ้มน้อยหนึ่งระบายบนใบหน้าขณะได้สิ่งที่ต้องการ เธอประคองวางลงบนโต๊ะตรงที่นั่งตรงข้าม เอนแก้วเหล้าเข้ากระทบอย่างแผ่วเบา แล้วจิบช้าๆ

ดึกนี้ คนในร้านมีน้อยกว่าที่เคยเป็น ส่วนมุมที่วางสินค้าโชว์ ว่างเปล่าปราศจากผู้คน ภาพหมึกกระเซ็นภาพนั้นขาดผู้พินิจดั่งที่ใจหวนเห็น กำไลมือข้างที่เหลือ ขาดมือเรียวบางลองสวม และนำติดมือไปอย่างเช่นคู่ของมัน เธอถอนหายใจให้กับภาพในห้วงคิด ตรองไม่ตกว่า เหตุใดใครคนนั้น จึงตรึงในความรู้สึกมากกว่าอื่นใด

หรือเพราะเขามิใช่รูปทรงที่เห็นจนเจนตา

 

1

ครั้งแรกที่เธอเข้ามาในร้านเปิดใหม่แห่งนี้ มิใช่เพราะต้องการดื่ม หากแต่สนใจมุมวางสินค้า ที่ตกแต่งไว้ดูขรึมขลัง และแรงเสน่ห์

กระโปรงยาวสีขาวตัวนั้นวางพาดอยู่ในส่วนมุม ลายเขียนตรงเชิงชายเป็นลายเส้นไร้รูปแบบ ทำให้ผืนผ้าดูแปลกแปร่งอย่างเห็นได้ชัด ความเป็นตัวของตัวเองของมัน สะกดให้หญิงสาวสนใจ และตัดสินใจซื้อในนาทีต่อมา พร้อมๆ กับที่เธอรู้สึกว่า ใครบางคนผ่านเข้ามา

กางเกงชาวประมงสีแดงเลือดหมูที่เขาสวม แตะความรู้สึกของเธอให้เหลือบมอง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ทันได้สนใจ ว่ามีใครร่วมอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน ร่างผอมบางนั้นผ่านหลังเธอตรงไปที่กรอบรูปประดับผนัง เขามองรูปหยดหมึกแตกซ่านอย่างพินิจ และนิ่งนาน พลอยทำให้เจ้าของสายตาที่ส่งตามไป มีโอกาสพิเคราะห์ และร่วมชื่นชมกับภาพที่เห็นอยู่เต็มตา

หญิงสาวไล่สายตาตามในทันทีที่เขาขยับตัวเบนออก และแสดงความสนใจกำไลเงินวงหนาที่วางเคียงคู่กัน เขาหยิบมาลองสวม ขยับเข้าออกอย่างพอใจ เธออดชะโงกหน้าเข้ามาร่วมชมไม่ได้ ชายหนุ่มยิ้มให้นิดหนึ่ง ก่อนหันไปถามราคาจากเจ้าของร้าน

"พันห้าร้อยบาท" ผู้ขายบอกเสียงเรียบๆ

เขาพยักยิ้มขอบคุณ ส่งกำไลคืนแล้วบอกว่าพรุ่งนี้จะมาซื้อ

"ตัวนี้ด้วยนะคะ" หญิงสาวส่งกระโปรงให้เจ้าของร้าน

"พรุ่งนี้ดิฉันจะมาซื้อ"

ชายหนุ่มยิ้ม มองหน้าเธอ

"คุณล้อเลียนผมเหรอ"

หญิงสาวยิ้ม ตาประกาย

"ดิฉันไม่คิดว่าคุณจะโกรธ"

 

2

"คุณดูเหมือนเป็นศิลปิน" เธอเอ่ยขึ้นเหมือนปรารภ มือยกเหล้าขึ้นจิบ ตามองชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้า

"เหรอ ผมไปทำอะไรเข้าถึงได้ดูเป็นอย่างนั้น แต่งตัวอย่างนี้หรือ พูดจาอย่างนี้หรือ ทำไมคุณไม่คิดว่า ผมวาดรูปไม่เป็น เขียนหนังสือไม่เป็น" พูดพร้อมรับถ้วยกาแฟจากบริกร มองหน้าเธอ ยิ้มล้อเลียน

"กินเหล้าก็ไม่เป็น" เขาชะโงกหน้ามาใกล้ "ก็ผมเป็นอย่างนี้ล่ะ ผมชอบ ผมสบาย ไม่คิดจะทำอะไรให้แปลกหรอก แต่ถ้าผมชอบ แม้มันต้องแปลก ผมก็จะทำ"

"ก็ดี ฟรีดี"

"ฟรีสิ ผมไม่คิดนะว่าคนเราจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้ คุณเห็นด้วยไหม"

หญิงสาวยิ้มรับ มองหน้าเขา ยื่นแก้วเหล้าไปแตะถ้วยกาแฟแล้วยกขึ้นจิบ ลมหนาวไหลตัวมาทักทาย เธอมองเสื้อผ้าใยกัญชาที่เขาสวม

"ไม่หนาวหรือ"

"พอทนได้"

"คุณไม่ได้เตรียมเสื้อหนาวมา" เธอมองเขาแล้วยิ้มเย้า "หรือว่ากลัวที่จะต้องเหมือนคนอื่นๆ"

"ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นหรอก จริงๆ แล้วคือขี้เกียจหิ้ว ไม่ชอบ และไม่อยากมีพันธะ ผมถามตัวเองว่า ทนอากาศแบบนี้ไหวไหม มันขานรับ แล้วผมก็ออกมา ร่างกายผมมันรักอิสระเหมือนกับหัวใจ"

"ใครๆ ก็รักอิสระ"

"อือ แต่น้อยนะ ที่จะสามารถทำได้ตามปรารถนา"

"กฎเกณฑ์ของสังคมมีเยอะมาก"

"ใช่ แต่นั่นต้องขึ้นกับเราด้วย" เขาเอนหลัง ถอนหายใจลึก "จริงๆ แล้ว ผมว่าสายตาสังคมมันก็เหมือนเส้นที่ขีดในอากาศ เราไม่เห็นแต่รู้ว่ามี"

"จึงไม่กล้าเดินออกจากกรอบ" เธอช่วยต่อ

"มันน่ากลัว ไอ้การที่จะเดินออกมาคนเดียวนี่ แต่คุณเห็นไหม ในที่สุด ใครเขาก็เดินออกมากันโครมๆ แม้แต่ตัวคุณก็เถอะ" เขายกถ้วยกาแฟมาชนแก้วเหล้า

"ไม่เห็นมีใครว่าอะไรดิฉัน"

"ไม่มีใครว่าอะไรใครทั้งนั้นแหละ มันขึ้นกับว่าคุณกล้าแค่ไหน ที่จะก้าวออกจากกรอบ"

"ก็มาถึงนี่แล้วไงคะ"

"คนนอกคอก"

เธอยิ้ม เขาหัวเราะ

3

ภาพเก่าผุดพร่างขึ้นแจ่มชัด สำเนียงหวานยังคงล่อยลอยอยู่ในความรู้สึก หากแต่โต๊ะเก้าอี้ว่างเปล่าเยียบเย็น และกาแฟถ้วยชืดเบื้องหน้า ดุจเป็นตัวแทนของความจริง

"คุณเป็นคนกล้าดี เข้มแข็ง" เขาเคยกล่าวกับเธอ

หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน นึกถึงวันที่เขาเดินจากไป นิยามสำหรับตัวเองที่เขาสรุปให้ ตรึงริมฝีปากมิให้ร่ำเรียกหา

"เราสองคนจะเป็นคู่ที่ไม่เหมือนใครเขาทั้งโลก" เขากระซิบ "เว้นแต่โลกจะเอียงมาเหมือนเรา"

ประกายฝันของเขากว้างใหญ่ พลอยทำให้เธอเพริดตาม และกดข่มความอ้างว้างที่คุอยู่ภายใน

"คุณก็คิดเหมือนผมใช่ไหม ว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันเพื่อคิดถึงกัน ใครจะอยู่ตรงไหนคงไม่แปลก เพราะเรารับรู้ถึงใจกันและกัน คุณเป็นคุณ ผมเป็นผม เป็นเหมือนก่อนที่เราจะพบกัน ไม่มีใครเรียกร้องอะไรจากใคร"

หญิงสาวรู้สึกถึงบางอย่างที่บีบวงรัดเข้ามา

กรอบวงใหม่นี้ ดูบอบบางจนเสมือนไร้รูปลักษณ์ เป็นพันธนาการที่ถูกวางด้วยตัวเอง หญิงสาวนึกถึงวันที่แช่มชื่น รับกฎเกณฑ์ใหม่ของชีวิต มันเหมือนไม่ใช่กรอบ หากเป็นยิ่งกว่านั้น คิดถึงที่ใครบางคนเคยกล่าวว่า คุณมีสิทธิ์เลือกทางเดินของชีวิต แต่ต้องพร้อมที่จะรับผลอันจะเกิดตาม

"คุณเป็นคนกล้า เข้มแข็ง" เสียงนั้นยังแว่วย้ำ

หญิงสาวยิ้มหยันอารมณ์เหงา กระดกแก้ววูบ

ชายหนุ่มสองสามคนที่นั่งโต๊ะถัดไป ชูแก้วเหล้าขึ้นเบื้องหน้าเป็นทำนองนิยมยกย่อง ใครคนหนึ่งในกลุ่ม ค้อมศีรษะให้น้อยๆ

หญิงสาวยิ้มรับ เทเหล้าลงสู่แก้ว มันไหลออกมาพร้อมน้ำตาที่เปียกรื้น





ไก่เอ๋ยไก่ เลี้ยงลูกมาจนใหญ่ ไม่มีนมให้ลูกกิน
ลูกร้องเจี๊ยบเจี๊ยบ คนก็จับเสียบไม้ปิ้ง
ทำยังไงก็ถูกกิน
ตามประสาไก่เอย...

แจ้นภา