ฉบับที่ 35 กุมภาพันธ์ 2533 "จับเข่าคุย" ศิษย์สะดือ

ลำพังเพียงคำ "ศิลปินแห่งชาติ" อิสริยนามที่ได้รับพระราชทาน ก็คงพอที่จะบอกเล่าถึง ความมิใช่สามัญ ของคุณยายแสงดา บันสิทธิ์ แห่งบ้านไร่ไผ่งาม ริมลำน้ำปิง เชียงใหม่ ได้แล้ว

หลายคนรำลึกถึงผืนผ้าฝ้าย ที่คุณยายทอมือได้งามวิจิตร สมสมญา "ศิลปิน" และเลยลึกไปกว่านั้น ใครบางคนกล่าวว่า ความเป็นศิลปินของคุณยาย สูงค่าด้วยศิลปะการใช้ชีวิต

คุณยายกายสิทธิ์ ผู้วาง 71 ปีแห่งชีวิตไว้แนบชิดธรรมชาติ เสมือนเป็นหนึ่งเดียว โดยเรียนรู้และรัก

- ยายเคยสวมเสื้อยืด หรือเสื้อผ้าอื่นๆ นอกจากผ้าฝ้ายบ้างไหม

"ไม่เคย ใส่แต่ผ้าฝ้ายตลอด ตั้งก๊ะสมัยใดมาแล้ว เวลาไปไหน ไปกรุงเทพฯ ก็ใช้ผ้าฝ้ายทอเอง ผ้าอื่นยายบ่ค่อยชอบ มันอุ่นดีนะผ้าอันนี้

- คิดลายผ้าจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่

"ก็จากต้นไม้ แมลง ผีเสื้อ ฝักไอ้นั่นน่ะ ฝักสะบ้า รู้จักก่ ที่ทอยเล่นน่ะ ฝักมันใหญ่ เห็นมั้ย มันจะมีสีน้ำตาลเข้ม-อ่อน มีสามสี เป็นสีน้ำตาลแบบบ่ใจ้น้ำตาล เป็นจุด จุด ยายออกแบบไป เหมือนมาก กำลังจะทำอยู่ ย้อมฝ้ายอยู่ ก็มาจายหน่วยไม้ทั้งนั้น"

- มีอะไรบ้างที่เอามาทำสี

"เยอะแยะเลย ในห้องก็มี ไปดูเถอะ ในแล็บป้าดา ถ้าเราเห็นอย่างกางเกงยีนส์ มันทำเป็นกางเกงฟอกออกมา เราจำทำให้เหมือนเขา เราก็ใช้สีไล่ พอซักนานไปมันกะซีดสวยขึ้น ผ้าพื้นเมืองโดยมากซักไปจะหนา อย่างตัวนี้ที่ยายใส่ ซักไปจะหนาขึ้น สวยขึ้น"

- สมุนไพรที่เอามาทำสีนี่ ปลูกเองไหม

"ปลูกก็มี แต่ต้นไม้บางอย่างปลูกไม่ทัน อันนี้ยายมันแก่ จำพวกมะจันฮง กว่ามันจะเป็นลูก เป็นร้อยๆ ปี ปลูกนาน มันจะติดลูกเดือนเมษา สีแดง สีสมุนไพร ถ้ารู้ทั้งบ้านทั้งเมืองเสียหายหมด ยายจะใช้พวกญาติพี่น้องให้ไปเอา แต่อย่าทำลายต้น วันก่อน เขาเรียกอะไรนั่นน่ะ พิธีกร นักวิชาการกะมากันหลายคน คนที่เป็นด็อกเตอร์กะกำแฟ้มดูไป เปิดแฟ้มไป เขาบอก ต้นไม้นี่ สมุนไพรนี่ ถ้าไปเอาน้อยมันกะบ่พอ ถ้าตัดต้น ป่าไม้ก็จับ เขาบอกให้ปลูกทดแทน ซึ่งมันบ่ถูก วิธีเอาสมุนไพรนี่ ถ้าเราจะเอามันกว้างจะอี้ (กางมือให้ดู) ก็สับเข้าไป อีกปีหนึ่งก็ไปเอา เนื้อมันจะเต็มเปี่ยม ที่ให้ปลูกทดแทน มันจะไปได้อย่างไร คนเรานี่รู้ก็มีหลายอย่าง รู้แล้วไปเก็บข้อมูลจากชาวบ้านมาก เราต้องเชื่อถือประสบการณ์เขาบ้าง ยายก็มีประสบการณ์"

- มีพวกญี่ปุ่นมาสั่งผ้ายายด้วยใช่ไหมคะ

"บางทีมันหอบแค็ตตาล็อกมา บางทีมันตัดผ้าเป็นชิ้นๆ มา บอกมันว่าถ้าทำออกมามันบ่เหมือนนะ เพราะของคุณ มันเป็นเส้นใยสังเคราะห์ อันนี้มันเป็นธรรมชาติ คนนั้นเป็นนักร้อง บอกคุณชอบเพลงอันหยัง เขาบอกลูกกรุง ถ้าไปขึ้นเพลงลูกทุ่ง คุณร้องมันกะบ่เข้ากัน มันก็คนละเรื่อง ลูกทุ่งก็ลูกทุ่ง อย่างกี่กระตุก ลองเอาฝ้ายปั่นมือไปใส่ กระจุยหมดเลย เพราะแรงกระแทกอย่างนี้ มันต้องอ่อนหวาน เพราะฉะนั้นไปโรงทอที่อื่นมันก็ไปจ้างคนทำ พิมพ์ ตะกอ จ้างหมด ของยายทำไม่ได้ ของยายต้องรู้ของยายเอง"

- ทุกวันนี้ยายอยู่คนเดียว

"ตั้งกะปี 2503 ศูนย์สาม ตาเสีย ยายเป็นหม้าย อายุกะ 38 ย่าง 39 พอศูนย์สี่ ยายตั้งโรงทอผ้าอยู่กันสี่ห้าคน คัดเลือกแม่หม้ายหมด มีไอ้นายแพทย์ที่เป็นฝรั่งนิโกร มันบอกว่า อ่านประวัติของยาย สามีเป็นคริสเตียน ภรรยาเป็นพุทธ ทำไมอยู่กันได้ คนสมัยก่อนเขาถือเป็นสัญญานะ พูดแล้วก็แล้วกัน เราไม่เคยพูดเรื่องศาสนากัน อู๊ย เขาถามแปลกนะคนนี้ ติดลมยายไปครึ่งวัน ถามว่าที่ไม่แต่งใหม่เพราะอะไร ไม่มีคนมาชอบหรือ มี มีเยอะ หนุ่มๆ แก่ๆ ก็มี เขามาชอบเพราะอะไร ที่ดินยายกว้าง ยายเป็นหม้าย มีเยอะ ลูกคนเดียว เขาไม่ได้มาชอบจริงหรอก เขาคิดอะไรล่วงหน้าไว้แล้ว ยายคิดอย่างนั้น คนดีๆ ก็มี แต่ยายบ่ชอบ สามีภรรยานี่เป็นของที่เลือกยาก เลือกยาก มันอย่างนี้นะ ถ้าความเห็นไม่ตรงกัน อย่างตาเนี่ย ไปสวนสนก็ชอบใจ จะปลูกสวนสน ยายไปไหน ยายเห็นไม้ไผ่ ก็จะปลูกไผ่"

- ไผ่ตลอดสองข้างทางที่เข้ามานี่ ยายปลูกเอง

"โอ๊ย ถามชาวบ้านดูเถอะ เราอยากปลูกจริงๆ นะ ตอนแรกตาเขาไม่ให้ปลูก เอามาปลูกต้นเขาก็ไปขุดทิ้ง เป็นจะนี้ เวลามีลมมานี่ยายชอบ ต้นไผ่เวลาลมต้องเสียงมันเพราะดี พอสงครามญี่ปุ่นครั้งที่สอง ตาเขาถูกเรียกไป เขาเป็นนายดาบ หายไปนานล่ะเนาะ ติดลวดหนามอะไรไม่รู้ตั้งนาน จดหมายก็บ่ติดต่อมา ยายก็บอกให้คนงานขุดต้นสนออกหมด เขากลับมาโกรธมาก เลิกกันไปหลายเดือน"

- เลิกกันเพราะไผ่กับสนนี่นะ

"โอ๊ย ตาเขาโกรธมาก เขาเกลียดผู้หญิงที่อวดดี เขาปลูกเขาชอบ อุตส่าห์รักษา เราไปขุดของเขาหมด ยายมาปลูกไผ่ อยู่มาซักห้าปี หกปีเจ็ดปี มันก็เริ่มสวยนะไผ่ บอกสนนี่นา เวลาเราเหยียบไปมันแข็ง แล้วเอามาทำอะหยังก็บ่ได้ ไผ่นี่หน่อมันก็กินได้ เวลาเหยียบมันก็เหมือนกับเหยียบพรม มันนุ่ม แล้วก็สวย ใบร่วงลงมา มันจะเป็นสีเหลืองอร่าม สีครีม ถนนเราเป็นสีเหลืองเลย มันสวยนะ แต่ตาเขาบ่ชอบ มันคนละเรื่องกัน"

- ยายกับตาแต่งงานกัน จดทะเบียนหรือเปล่า

"บ่ต้อง บ่ต้องตีทะเบียน ยายไม่เอา ด้วยความจริงใจน่ะ คนที่มาตอนยายสาวๆ น่ะ รูปหล่อทั้งนั้นเลย ตานี่ไม่สวยนะ แต่เป็นคนดี จริงใจ เขารับยายไป เขาก็กลับวันนั้นเลย ไอ้เรื่องแต่งงานแล้วต้องจดทะเบียนนี่ มันไม่ได้ความอะไร ทุกคนเลย ลูกหลานทุกคนไม่ให้จด อย่างไรโรคเอดส์นี่ มันมีตั้งกะสมัยก่อน ไม่ใช่สมัยนี้ คนสมัยนี้มันรู้มาก มันก็ว่าโรคเอดส์นี่ล่ะกรรม คำโบราณเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะถือก็มีมีนะ ต่อมาอะหยัง ซิฟิสิสอะไรพวกนี้ คนเก่าๆ เขาเรียก มุตตขืด มุตตะขืดนี่มันเกิดจากเพศสัมพันธ์ ลงเส้นเอ็นของคนเรา ถ้าเป็นผู้หญิง ใช้ก้อนหินที่ขัดขี้ไคลน่ะ เส้นเอ็นจะออกเร็วที่สุด ปล่อยมันไปธรรมชาติ ไม่ต้องไปดูแลมันมาก อาบน้ำถูสบู่แล้วก็เสร็จ สมัยก่อนมันก็มีสบู่นกแก้ว สบู่ลาย…"

- สบู่ซัลไลต์

"เออ ชั้นหนึ่งเลยซัลไลต์ แป้งกะใช้เปลือกไม้ เปลือกกระแจะ"

- สระผมล่ะ

"สระผมนี่ก็ใช้ใบหมี่ ยายใช้ทั้งนั้นแหละ ใส่ใบมะกรูด ใบหมี่ ใบมะเมิ่ง ของสมัยใหม่ใช้แล้วบ่ดี มันคัน"

- เคยใช้แบบเป็นชมพูด้วย เป็นครีมนวดด้วย แบบทูอินวันไหม

"ยายก็มีเหมือนกัน ครีมนวดนี่เฮาก็เอาเปิกมะเมิ่ง (เปลือกมะเมิ่ง) นี่ล่ะ มันจะนุ่มแบบเดียวกันเลย พอใส่แล้วนิ่มเลย บางคนพอใกล้สงกรานต์เขาก็เอาถั่วเหลืองแช่น้ำ แล้วกะมาต้ม น้ำของถั่วเหลืองสระผมสะอาดมาก"

- เคยได้ยินว่า ใช้ขี้เถ้าหรือไข่แดงก็ได้

"ขี้เถ้าเค็มไป ผมจะหยาบ ไข่แดงบ่ต้องไปถาม คนบ้านนอกเขาบ่ใช้ เงินไม่มีจะทำแบบนั้น แต่เดี๋ยวนี้เด็กบ้านนอกเขาก็เป็นแบบเมืองแล้ว เขาเข้าไปในเมือง"

- ยายติดตามเรื่องการเมืองบ้างไหม

"ยายชอบคุยเรื่องการเมือง วันหนึ่ง เขาให้กลุ่มแม่บ้านไปเอาหม้อใหญ่ๆ มียายคนเดียวที่ไม่ได้ไปเอากับเขา เขาเอามาให้ถึงบ้าน เราตั้งใจเลือกคนนี้แล้วจะไปเอาของคนอื่นมันก็บ่ดี นักการเมืองอย่างมหาจำลองนี่ยายชอบ อ่านในหนังสือ รู้ว่าเขาเป็นคนดีมานานแล้ว ได้คนที่มีศีลมีธรรม มันก็ดีนะ"

- นักการเมืองที่ยายชอบนี่ใครบ้าง

"ที่ ที่ตอนนี้กะ พิชัย รัตตกุล คำพูดของเขาพอดีๆ ชาติชายกะดี๊ เขากะดีเหมิด เป็นคนที่คล้ายๆ เก่ง เก่ง"

- แล้วหม่อมคึกฤทธิ์ล่ะยาย

"คึกฤทธิ์เค้ากะทันสมัย ยายว่าเค้าเก่ง เก่งนะ อย่างคุณชายคึกฤทธิ์นี่ยายชอบ"

- เมื่อตอนอาจารย์หม่อมไม่สบาย ยายเป็นห่วงไหม

"เออ… (หัวเราะ) …มีคนเขาชอบถามเวลายายไปไหน เขาถามว่าทำไมไม่แต่งงาน ยายก็บอกโอ๊ย ถ้าคึกฤทธิ์มาแต่งด้วยก็จะแต่ง… (หัวเราะ) …อยากได้พันธุ์แต่ต้องสมัยหนุ่มๆ นะ จะเขียนจดหมายไปหา เดี๋ยวนี้ไม่เอาหรอก แก่…(หัวเราะ) นี่พูดเล่นนะ"

- ยายเคยอ่านหนังสือที่อาจารย์หม่อมเขียนไหม

"เกยอ่านแต่สี่แผ่นดิน ยายว่าเขาเก่งจริงๆ หัวเขา โอ้โฮ นี่ล่ะที่เขาเรียกว่า คนเก่ง เวลาเขาคุยแล้วมันสนุกนะ เวลาคึกฤทธิ์มา เวลาพูดกันที่ไหน ยายชอบไปฟัง คือว่าคำพูดมันสำคัญมาก บางทีเขาสมัครผู้แทน ยายบอกว่าอย่าไปพูดคำที่มันลึกซึ้งน่ะ มันบ่ฮู้ สถานที่น่ะ ต้องพูดให้ถูกต้อง เราจะต้องรู้ว่าคนบ้านนี้มันกินกะปิหรือกินปลาร้า ทีนี้ไปพูดประชาธิปไตยมันก็ไม่รู้ อะหยังเป็นประชาธิปไตย(หัวเราะ) มันไม่รู้ดอก คุณต้องพูดเข้าเป้านะ ข้าวสารมันแพง มันถูก ต้องที่นี่ก่อน"

- ยายชอบคนพูดพอดีๆ แล้วอย่างคุณสมัครล่ะ

"อู๊ย สมัครนี่เกิน เค้าพูดเกิน จะเป็นยกตนข่มท่าน เค้าก็เก่งนะ แต่เรารู้สึกว่า คนที่ว่าคนอื่นน่ะ ตัวเราดีพร้อมหรือยัง มหาจำลองนี่… ถ้ามีคนอย่างนี้มากๆ ในเมืองไทยมันก็ดี ก็ลองคิดดู เงินเดือนไม่เอานะ คนที่เห็นแก่ตัวนี่กะ บ้านเมืองล่มจมก็อย่างนี้ ยายเป็นอย่างนี้ ยายไม่เห็นแก่ตัวหรอก ยายอ่อนนะ แต่ไม่ได้กลัวใคร มีอะไรก็อู้ซื่อๆ ตรงไปตรงมา เฮาอย่าไปเห็นแก่ตัว บางที โอ๊ย… เมื่อวานนี้คนเอาหนังสือมา ป้า… มีความเห็นอย่างไรเรื่องเด็กสมัยนี้กะสมัยก่อน เด็กผู้หญิงตามเด็กผู้ชาย ยายบอกดีแล้ว(หัวเราะ)

เพราะเด็กสมัยนี้กับสมัยป้ามันคนละอย่างกัน สมัยป้าน่ะ จะแต่งงานแต่งการทีก็ไม่ให้เกินจอมทอง เพราะรู้จักโคตร รู้จักตระกูลมัน แล้วบ่ต้องขึ้นทะเบียนอะหยัง อย่างคนสมัยก่อนนี่ บ้านเมืองยังไม่เจริญ ผู้ใหญ่ฝ่ายผู้ชาย จะต้องดูว่าผู้หญิงคนนี้ทอผ้าเป็นไหม ปั่นฝ้ายเป็นไหม จะคุ้มครองให้ผัวใส่ได้ไหม เค้าบอกเกิดเป็นผู้ชายสมัยนั้นก็สบายสิ ยายบอกคุณนะ ถ้าคุณกิ๊ดเอาความสบาย คุณก็จะบ่ได้คนดี ผู้ชายคนนั้นจะบ่เอาไหนเลย สานกระบุงก็บ่เป็นเนาะ ฟั่นเชือก ไถนา คราดไถอะหยังก็บ่เป็น คือผู้ขายนั้นต้องเก่ง แล้วผู้หญิงก็เก่งงานผ้า งานบ้านงานเรือน ไม่ใช่ถุงพลาสติกอย่างทุกวันนี้ แล้วถ้ายายเป็นสาวสมัยนี้ เอาแบบโบราณมาใช้ ยายก็ไม่ทำ มันตามกาลและเวลาสมัย ผู้หญิงผู้ชายจูงตามกันไป อย่าไปคิดว่าเขาไม่ดี เราจับเขาไม่ได้ ลูกหลานบ้านไหนเมืองไหน มันเป็นอย่างไรยายว่าดี เมื่อใหม่ๆ หลานๆ คู่แฝดมันจบออกมา มันบอกยายอย่ามาพูดเรื่องฮิปป้งฮิปปี้ ยายบอกยายรู้ เพราะเมื่อก่อนยายก็ฮิปปี้เหมือนกัน เขาเกล้าผมยาวขึ้นสูง ยายก็ยกเหมือนกัน มันก็สมัยใครสมัยมัน คนมันจะดีจะเลว เราอย่าไปว่ากันตรงนี้"

- สมัยวัยรุ่น ยายก็ตามแฟชั่นเหมือนกัน

"ถ้าเป็นผู้หญิงโง่ๆ มันก็ตามบ่ทัน อย่างเด็กพวกทอผ้านี่ วันหนึ่งต้องมาอู้กันเรื่องลูกสะใภ้มันบ่ดี หลานสะใภ้มันบ่ดี ลูกเขยมันบ่ดี ยายเทศนาให้เลย บอกว่าบ้านยาย หลานสะใภ้ก็ไม่เคยเก่งการบ้านการเรือน มันจะเก่งเหมือนยายได้ไง เรามันบ่ได้เข้าโรงเรียน ตื่นเช้าขึ้นมาก็แกงผักแกงไม้ แล้วเด็กคนนี้มันไปโรงเรียน จบมามันก็แต่งงาน มันจะไปเป็นอะไร เราต้องคิดถึงตัวเราตัวเขา ไอ้บางคนอย่างโน้นอย่างนี้ ตัวเราก็ตัวเรา ตัวเขาก็ตัวเขา"

- สมัยยาย มีปัญหาครอบครัวบ้างหรือเปล่า

"มันยากนะ บางทีสามีภรรยารักกัน พ่อแม่ผัวเมียมายุ่ง มันแตกกันทุกราย เพราะฉะนั้นเราต้องตัดสินใจเอง อย่างตาเขามาเอา… มันก็รักกันคนละอย่าง รักแม่ก็รักอย่าง รักผัวเมียกันก็รักไปอีกอย่าง เชื่อคำคนแก่คนเฒ่ามากมันก็ไม่ดี มีอีกคนที่แม่ยายชอบ โอ๊ย ถ้าแต่งไปแล้วก็เละ เราต้องเชื่อมั่นในตัวเราเอง หลานยายเลือกกันเองหมด ชอบใครก็มาบอก เราต้องยอมรับ มันเอาหมามา มันรัก เราก็รับเอาไว้ให้มัน"

- แล้วผู้ชายที่ยายชอบนี่เป็นแบบไหนฮะ

"ตอนที่ยายชอบกับตาเขา ยายไปเที่ยวบ้านเขา เขาไม่อยู่ เขาขับเกวียนไปล่าสัตว์ นี่ยายชอบตรงนี้ ผู้ชายตื่นขึ้นมากวาดบ้านยายไม่โปรด เขาล่าสัตว์ เขากวาง หมูดุที่ไหน โอ๊ย… เขาเป็นทหาร ชอบ ชอบบู๊ๆ"

- ปัญหาเรื่องหึงหวงล่ะยาย

"ฮื้อ ยายนี่เป็นคนแปลก จะพูดไปก็เหมือนก่ะไม่รักน่ะ เจ้าชู้เอาผู้หญิงมานอนบ้านเรานอนได้ แต่ให้นอนชั้นล่าง ลูกหลานทุกคนน่ะ เป็นคนไม่หึง แปลกปะเลอะขี้เต๋อ ตั้งกะแต่งกันนั่นแหละ เรื่องธรรมดา บางคนจนแก่มันก็ยังหึงกันอยู่ ถ้ารู้ธรรมะมากๆ มันจะไม่มีหรอกเรื่องอย่างนี้"

- ที่บ้านไร่ไผ่งามนี่ ใช่เรือนหอของยายไหมครับ

"โอ๊ย แต่งเสร็จอยู่กันมาห้าปี เก็บเงินเก็บทอง ยายเป็นแม่ค้า มาซื้อที่นี่ เคยเป็นคุ้มเจ้าหลวง ชีวิตยายนี่ จนมากกว่านี้ ไม่มีนา ไม่มีที่ดินเลย"

- ไม่มีเชื้อเจ้า

"ไม่มี ยายเกิดบ้านห้วยม่วง พ่อเป็นคนอำเภอสันป่าตอง เป็นคนค้าขายเก่ง ขวบสี่เดือนพ่อตาย แม่ก็จนมาก พ่อแม่มีทรัพย์สมบัติมาก แต่แม่เป็นคนบ้านนอก ญาติพี่น้องเอาไปหมด อยู่กับพ่อเลี้ยง แม่ตายตอนยายอายุเจ็ดขวบ พอแม่ตายทีเดียว อยากได้เมียใหม่ ขายที่ดินให้ยาย เอาไปให้เมียใหม่ เดี๋ยวทุกวันนี้ใครๆ ก็ว่ายาย ทำไมต้องไปเลี้ยงพ่อเลี้ยงอีก ทุกวันนี้ลำบาก อายุแปดสิบกว่า เจ็บป่วยยายก็เอาเข้าโรงพยาบาล ยายคิดแล้ว คนเรามันไม่มีอะไร มีแต่ความดีอย่างเดียว

บางทีมีคนแก่ๆ ที่ลูกหลานมองว่าเป็นส่วนเกินภายในบ้าน ยายจะหางานให้ทำ ผ้ายายแพงเพราะอะไร เพราะยายเอาเงินมาให้พวกนี้ด้วย เจ็บป่วยยายเอาไปส่งโรงพยาบาล ไปอยู่ห้องพิเศษนะ คนงานยายนี่ ยายบ่เกยไปจู้จี้กะมัน กะยายอยู่เฉย มันจะทำมั้ยก็ช่างมัน เราอบรมมันก็พอ มันเจ็บป่วยเราก็ดูแลทั้งโคตร ทั้งตระกูล ลูกเมียมันป่วยก็พาไป แม่มันตายก็ช่วยงานศพให้ ทุกคนอยากได้ อยากได้เหลือเกิน คนงานของยายนี่ ทำไมมันดีอย่างนี้ ฝ้ายนี่บ่ต้องระวังดอก เพราะมันบ่มีขโมย ก็วางทิ้งวางขว้าง ค่ำมามันอยากใส่ย่ามมันไปบ่เกยมีดอก คนงานยายดีก็จริง แต่ถ้าเอาไปอยู่ด้วยกับคนอื่น มันก็บ่ดี ถ้าเลี้ยงมันบ่ดี"

- ว่ากันว่ายายคุมคนงานผู้ชายสี่ห้าร้อยคนใช่ไหมครับ

"เออ สี่ห้าร้อย โอ๊ย มันโก้ โก้จริงๆ งานอันใดที่คนทำไม่สำเร็จนี่ ยายชอบทำ มีบริษัทนพวงศ์มันมาทำที่แม่เมาะ เนี่ยะ ไปถึงแม่เมาะ มันจะตัดที่ดินขึ้นสองชั้น นี่ล่ะ ฝีมือป้าดาล่ะ มันมีเทคนิคนะในการปกครองนี่ เหมือนอย่างที่ลูกสาวไปอยู่ในเมือง แล้วยายอยู่อย่างนี้ ที่ไหนก็ปล้นจี้ แต่ที่บ้านเราบ่มีปล้นมีจี้ คือเราจะอ่อนเกินไปก็บ่ได้ บทร้ายก็ร้าย"

- ร้ายแค่ไหน

"คืออย่างทางนี่ ยายเป็นคนสร้างให้ ไปเรียกร้องให้คนมาช่วย บอกว่าเป็นทางเข้าบ้านป้าดา ไอ้คนที่ดีมันก็รู้ คนมันฮ้องกฏหมู่บ้าน มันก็บ่มาช่วยทำ เฮาก็เปิดให้มันเดินเอย่างนี้ก็ได้เดินใช้กันทุกคน ฝนตกก็หาลูกรังมาเท มันก็มีคนปั่นหัวชาวบ้าน บอกว่าทางนี่น่ะ เป็นของส่วนบุคคลบ่ได้ พวกชาวบ้านมันโง่ก็เชื่อ ถ้าถึงอย่างนี้ล่ะโอ๊ย… เรื่องปืนเรื่องอะไรนี่เรื่องเล็ก ยายไม่กลัวหรอก พอรู้ว่าเขาฟ้อง ไม้หน้าแปดยายปิดทางเลย ให้เฉพาะรถจักรยานกับคนเข้ามา ท่ารงท่าเรือปิดหมด ยายจะสอนให้รู้ว่าส่วนบุคคลคืออะไร แล้วมันก็บ่ผิด ที่ปิดอย่างนี้ล่ะถูกต้องแล้ว ตั้งแต่มันรู้ว่าสามียายตาย เห็นเราเป็นผู้หญิง โอ้โหย มันรุมกันขึ้นศาลบ่อยที่สุดเลย แต่คิดถึงความหลัง ยายสนุกนะ"

- ที่ว่าปืนฝาหน้าไม้นี่ใช้เป็นหรือครับ

"โอ๊ย ยายบ่กลัว ยิ่งโป้งๆ ป้างๆ ถึงที่มันก็สู้นะ ตอนตาตาย ยายยังไม่ถึงสี่สิบ บางคนเขาก็คิด คุณจะเก่งอย่างไร คุณก็เป็นผู้หญิง คนรักเรามาก คนเกลียดเราน้อย ให้คนกลัวแล้วเกลียดเรานี่บ่ดี ให้คนกลัวแล้วรักเรานี่ถึงจะดี ก็เราทำดีที่สุดแล้ว ถูกต้องที่สุดแล้ว จะต้องไปกลัวอะไร คือเราอยู่ที่ไหน เราอย่าไปหาเรื่องกับใคร ยายบ่เกย… บางทีตำรวจถามว่า บ้านป้าดาขโมยบ่ลักลำไยหรือไง ยายก็บอก ยายบ่กิ๊ดว่ามันลักดอก ยายคิดว่ามันหิว ก็ปล่อยมันเอาไป คิดว่ามันเอาไปกินกะใช้ได้แล้ว

เดี๋ยวนี้อยู่อย่างมีความสุขเลยยาย บางคนว่า อุ๊ยตั้งโรงทอนี่ จะช่วยเหลือชาวบ้านที่ไม่มีงานทำ ยายก็บอก ที่ยายตั้งนี่ช่วยเหลือตัวเองบ้าง ช่วยเหลือชาวบ้านบ้างล่ะน่อ ยายยังคิดนะ ยายชอบไปเที่ยวสงเคราะห์คนชรา พวกนี้กะเป็นมีฝีมือทั้งนั้น ถ้าพวกนี้ตายไปแล้ว ไผล่ะจะรับฝีมือสืบทอด จักสานแบบเก่าๆ งามๆ นั่นก็มาจากคนชรานะ เมื่อก่อนยายอย่างถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ยายไม่ใช่คนรวย แต่เป็นคนบ่มีหนี้สิน พอมีทุนหมุนเวียน ยายเกิดมาบ่เคยกินดอกเบี้ยใคร มีเงินพอช่วยเหลือกันได้ก็ให้กันไป ก็มาใช้เจ็บป่วยก็มาเอา ยายคิดว่าอยู่ไม่นานก็ตายไป ถ้าคิดอย่างนี้มันสบายใจ ไม่ต้องคิดดอกว่า โอ๊ยต้องร่ำรวย ยายไม่เคยสนใจว่าที่ดินเราเยอะ มีบ้านมีช่องดี มันก็เหมือนกันหมดล่ะคนเรา"

- แล้วสุขภาพยายล่ะครับเป็นไงบ้าง

"อืม… หัวเข่ายายก็บ่เจ๊บ (เจ็บ) แต่พอเจ็ดสิบเอ็ดวันนี้ ปวดฟันนิดหน่อย…"

- วันนี้เหรอฮะ

"เมื่อวานนี้เนาะ… สุขภาพฟันยายก็เกยเสียซักซี่ ยายกินข้าวแล้วมันเพิ่งปวด"

- เจ็ดสิบเอ็ดหรือครับ

"แล้วก็… ตายก็ตายไปแบบสงบล่ะเนาะ ไม่ต้องกังวลอะไร"

- แล้วยายมีโครงการจะทำอะไรอีกหรือเปล่าครับ

"ไม่ทำอะไร… เอา… เค้ามาถามซื้อที่ก็ไม่ขาย ถ้าขายจะขายให้พวกชาวบ้าน ขายไปเหมือนกัน พวกที่มันไม่มีที่กินที่อยู่ ขายถูกเหมือนกัน ไม่ใช่ขาย ก็มีกินมีอยู่ คนมันก็สบายใจ มันก็รักเรา เดี๋ยวนี้เค้าให้ตั้งหลายแสน ยายก็ไม่ขาย"

- แต่ถ้าลูกหลานยายเค้าจะขายล่ะ

"อันนั้นให้ยายเสียไปแล้ว… ก็ตามใจ ตอนนั้นคงเป็นอย่างนั้น ยายทำแบบนี้นะ ลำไยยายก็ปลูกไว้ พอมันออกเม็ดออกผลนะ ยายก็ให้เขาหมด แบ่งกัน เขาก่ะดูแลเอง เราจะไปไหนก็บอกเขาของกู ของกูมันไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวนี้ถ้าขายมันก็หลายสิบล้าน ยายไม่เคยคิ๊ด เราก็อธิบายให้เขาฟัง แผ่นดินแบบนี้น่ะ ต่อไปมันหาบ่ได้ดอก หลานยายก็รู้สึกเขารัก เขารับผิดชอบดูแลอยู่ ตอนนี้ยายซื้อรถ ขายลำไยก็ให้เขาซื้อรถ เอาไปทำบุญ ปรากฏซื้อมายายบ่ทันนั่ง เขาพาสาวเที่ยวแล้ว ก็บ่ว่าเนาะ วัยเขา เขากะต้องมีความสุข มันเกิดมาบ่ใช่สมัยยาย"

- พักนี้ยายไปเที่ยวที่ไหนบ้างไหม

"ไป ไปศรีลังกา ยายชอบ มันเป็นธรรมชาติดี คือการแต่งตัวของเขา อะหยัง… ส่าหรีนะ คือมันบ่ทิ้งรอยเดิม แล้วกิ่งไม้กิ่งดอกมัน มันเหมือนบ้านยายนะ มันบ่ตั๋ดกิ่งไม้กิ่งไร่ ดูแล้วมัน… ไปพบประธานาธิบดีศรีลังกา กระทั่งอาจารย์วัดลำเปิงน่ะ เคยได้ยินมั้ย พระองค์นี้บวชมาตั้งกะเล็กๆ หกสิบเจ็ดปี ไม่มีคำว่าไปหา ขอโยมรับอันนี้นะ ไม่มี เฉย เป็นพระปฏิบัติ คำก็คมทั้งนั้น"

- กรุงเทพฯ ล่ะครับ

"กรุงเทพฯ ยายบ่อยากชอบ กรุงเทพฯ ยายไปบ่อย รับรางวัลนั่นแน่ะ ยายบ่ได้ไปเที่ยว"

- เคยไปเที่ยวโดยตรงเลยไหม

"เอ๊อ เขาเอายายไปอะไร มาบุญครองโน่น โอย ยายจะเป็นลมตายแล้ว ยายบ่ชอบ พยายามบอกให้เขาเข้าใจว่า เอายายไปส่งโรงแรมเถอะ"

- ละครทีวีล่ะยาย ดูบ้างไหม

"ดูเป็นบางครั้ง มันเป็นเรื่องแสดง บ่ใช่เรื่องจริง ยายบ่ค่อยชอบดู ยายชอบดูข่าวต่างประเทศ ดูมันรุนแรงวุ่นวาย แล้วเราคิดถึงทางพระ มันไร้ศีลธรรมน่ะ อย่างสมัยยายสาวๆ นุ่งผ้าหุ้มตาตุ่ม กลางคืนนี่ เราไม่รู้ว่าเราโป๊ เราใส่เสื้อที่มีเส้นผูกแขน ผูกไหล่เล็กๆ เหมือนกระโปรงเด็ก เสื้อรัดบนสะดือเหมือนเสื้อก้อง มันก็เหมือนยกทรง แต่จดกระดุมข้างหน้า บ่ได้รัดทรง หนุ่มๆ ก็มาเที่ยวคุย ไม่เห็นมีใครข่มขืน"

- พูดคุยกันตามสบาย

"ก็เขามาเที่ยวกัน มันไม่มีเรื่องอะไรเลย ตอนยายเล็กๆ บ้านแม่ของยายนะ ไปอาบน้ำเสื้อก็ไม่ใส่ เปลือยหน้าอกมา ผู้ชายหนุ่มๆ ก็พูดคุยทักทาย มันเป็นของธรรมดา นุ่งผ้าถุงหาบน้ำ เดี๋ยวนี้คนมันกินผงชูรสมาก มีเรื่องเกิดขึ้นแยะ กรุงเทพฯ โอ๋ย คนเขาขัดผลประโยชน์ เขาฆ่า อย่างนี้แย่มาก คนมันไร้ศีลธรรม ใครจะว่าเราเล็กอยู่ อย่าเพิ่งธรรมะธรรมโม มันจะตายวันไหนเรารู้ไหม เราไม่รู้อดีต บ่ต้องคิด คิดปัจจุบัน อนาคตบ่ต้องคิด คิดปัจจุบันว่าเราต้องทำอะไร"

 

^ กลับด้านบน ^




ไก่เอ๋ยไก่ เลี้ยงลูกมาจนใหญ่ ไม่มีนมให้ลูกกิน
ลูกร้องเจี๊ยบเจี๊ยบ คนก็จับเสียบไม้ปิ้ง
ทำยังไงก็ถูกกิน
ตามประสาไก่เอย...

แจ้นภา