|

- จบสถาปัตย์มาทำไมไม่ทำงานทางด้านสถาปัตย์
เหตุผลที่ไม่ทำงานด้านสถาปัตย์ก็เพราะว่า
เมื่อชั่งดูระหว่างสถาปัตย์กับงานด้านสื่อมวลชล ซึ่งได้ลองทำแล้วก็คิดว่า
จะทำได้ดีในแง่ของคุณภาพ ถ้าเทียบกันนะ พูดถึงถ้าทำงานด้านสถาปัตย์ก็ทำได้
แต่เทียบคุณภาพแล้ว สองอย่างเนี่ยตัวเองจะทำด้านสื่อมวลชนได้ดีกว่า แล้วอีกข้อนึงคือว่า
เรียกว่าอะไรล่ะ มันมีความสุขมากกว่า
- แล้วทำไมถึงเลือกเรียนสถาปัตย์
ก็ตอนนั้นเรียนวิทย์
แต่จริงๆ แล้วก็เป็นคนชอบศิลปะด้วย ทางการศึกษาเขาแบ่งเป็นวิทย์เป็นศิลป์ใช่ไหมฮะ
แต่ไอ้เรามันชอบหลายอย่าง เราชอบอะไรบางอย่างเกี่ยวกับฟิสิกส์ บางครั้งเราก็ชอบเคมี
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ชอบศิลปะด้วย แล้วตอนสุดท้ายก็มาเลือกเรียนวิทย์ ทีนี้คณะที่รวมทั้งศิลป์และวิทยาศาสตร์อยู่ตอนนั้นก็มีแต่สถาปัตย์
จริงไหมฮะ
- เริ่มรู้ตัวเมื่อไหร่
ว่าชอบทางด้านนี้
เมื่อก่อนไม่รู้นะฮะว่าเราชอบ
แต่เรารู้ว่า เราชอบดูหนัง แล้วชอบวิจารณ์มาก ทั้งหนังไทย หนังฝรั่ง เวลาฟังเพลง
ก็ชอบคิดว่าทำไมถึงแต่ง คือชอบคิดแทนเค้าน่ะ
- ตั้งแต่เด็กเลยเหรอ
ฮะ ตั้งแต่เด็ก แล้วมารู้ตัวอีกทีก็เมื่อจบแล้ว
แต่ก่อนนั้นชอบเฉยๆ โดยไม่รู้ว่าเราชอบอะไร รู้ว่าติดตามไอ้พวกนี้อยู่ตลอดเวลา
แล้วก็ชอบเขียนนู่น เขียนนี่ เขียนเรื่องสั้น แต่งเพลงเองตั้งแต่เด็กๆ
- เด็กนี่เด็กสักแค่ไหน ม.ศ. 3 เห็นจะได้ แต่งเพลงกล้วยไข่
- ในส่วนตัว การเรียนสถาปัตย์มา
มีส่วนช่วยในงานที่ทำอยู่อย่างไร
พี่คิดว่าไม่ใช่แต่เฉพาะถาปัดนะ
ทุกคนได้เปรียบในแต่ละแง่ไม่เท่ากัน อย่างพี่เต๋อ แกจบเศรษฐศาสตร์มา ใช้หลักเศรษฐศาสตร์วางตัวศิลปินได้
คุณไตรภพจบนิติศาสตร์ แกใช้หลักของทนายความมาช่วยในงานแก ในขณะเดียวกัน
ถาปัดอย่างพี่ก็มีกำไรตรงนี้ ตรงที่เรียนศิลปะมาเยอะกว่าใครๆ ในบรรดา แล้วก็ได้เรียนหลักอันนึงที่ถาปัดเค้าสอน
คือการสร้างศิลป์ด้วยวิทยาศาสตร์ คือในการสร้างตึกหลังนึงเนี่ย มันเป็นงานศิลป์ด้วย
คือมันต้องสวยนะ อยู่แล้วมีความสุขนะ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกสร้างด้วยวิทยาศาสตร์
เช่น จะให้สวยต้องยังไง ต้องมีระบบน้ำ ระบบวางท่ออย่างเนี้ย เป็นระบบวิทยาศาสตร์
- นี่คือส่วนที่เอามาใช้ใช่ไหม
เอามาดัดแปลงครับ
คือเราสามารถสร้างศิลป์ด้วยวิทยาศาสตร์ได้เหมือนกัน

- งานที่เจ.เอส.แอล.
กับที่คีตานี่ทำอะไรบ้าง
เจ.เอส.แอล. นี่เป็น
(คิดนาน)
เป็นครีเอทีฟอยู่ ช่วยคิด ช่วยอะไร แต่ไม่ได้ทำรายการหลักอะไรมาก ช่วงนี้ไม่มี
ที่คีตาก็เหมือนกัน คือเป็น
(คิดอีก) ต้องเรียกว่าอะไรล่ะ ฝ่ายทั่วไปมั้ง
(หัวเราะ)
- พลิกล็อคเพชรนี่ก็ไม่ได้ทำแล้ว
เป็นคนทำที่ไม่ได้ทำนะ
อิททำ (อิทธิสุนทร) แต่ก็ยังสอดส่องอยู่เหมือนกันว่าเป็นไงบ้าง ก็เป็นฝ่ายทั่วไป
- อย่างนี้ก็ต้องดูแลทุกรายการเลยสิ
ก็ไม่ทุกรายการ คือตรงนี้เราคิดอะไรออก
ก็เรียกมาคุยอย่างเนี้ย แต่ไม่ได้เป็นโปรดิวเซอร์ ได้แต่เตรียมโปรเจคใหม่ๆ
ให้เค้า นี่ก็กำลังเริ่มจะทำละครกัน ก็วางงานอยู่
- แต่งเพลงให้คีตาด้วยหรือเปล่า
ไม่ใช่ หน้าที่ประจำที่นี่คือ
รวมๆ น่ะ พี่ก็บอกไม่ถูก ก็แต่งบ้างแต่ไม่ใช่ทุกชุดนะ บางชุดเราก็ไม่เหมาะที่จะแต่งให้เค้า
- เค้าจะกำหนดมาให้แต่งให้คนนี้
รึว่าอยากแต่งก็แต่ง
อืม ส่วนมากงานที่นี่มีสองแบบนะ
คิดเองมาเลย กับอีกอันให้โจทก์มาทำ มีทั้งสองวิธีเลย อย่างพี่เองส่วนมากจะทำขึ้นเองมากกว่า
ให้งานมาทำ ทำไม่ค่อยได้
- เวลาแต่งเพลงคิดยังไงถึงใช้คำง่ายๆ
อย่าง เอาตูดแช่น้ำ อย่างเนี้ย คือมองดูแล้วมันไม่น่าจะเอามาใช้ได้
ถามว่าอะไรนะฮะ มันตอบยากข้อนี้
ตอบยากมากฮะ (หัวเราะ) ถามว่าทำไมถึงใช้คำเหรอ คือมันเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติของตัวเองเลย
เวลาเราเขียนก็เขียนออกมาอย่างเนี้ย ดื้อๆ แล้วบังเอิญมันมีความหมาย ถ้าใช้คำง่ายๆ
แล้วไม่มีความหมายก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันนะ แต่คิดว่ามันมีความหมายน่ะเลยใช้
ใครให้เปลี่ยนก็ไม่ยอมเปลี่ยน เอาตูดแช่น้ำนี่ มีคนให้เปลี่ยนเป็นเอาก้นแช่น้ำนะ
แต่พี่คิดว่ามันไม่ใช่ก้นน่ะ มันต้องเป็นตูด เรียกว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นน่ะ
อันนี้ไม่ได้วางแผนมันออกมาเอง แต่ใครให้เปลี่ยนก็ไม่ยอมเปลี่ยน
- จำเป็นไหมที่คนฟังเพลงๆ
นึงแล้วต้องคิดเหมือนๆ กัน มองไปในจุดเดียวกับที่คนแต่งต้องการ
บางทีมันก็คิดเหมือนกันฮะ
แต่บางทีก็ไม่คิด มันแล้วแต่คนแต่งต้องการนะ อย่างพี่ เพลงบางเพลงพี่ก็ไม่ต้องการให้คิดเหมือนกัน
ต้องการให้โจทย์ขึ้นมาในใจอะไรมากกว่า

- อย่างเฉลียงชุด
1 นี่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนรับไม่ได้รึเปล่า
เป็นเพราะงานมันไม่ดีด้วย
มันสื่อถึงเค้าไม่ดี งานที่ดีในแง่ของพี่นะ คือถึงแม้จะบอกเนื้อหาอะไรก็ตาม
มันต้องง่ายในการสื่อ ไม่ได้หมายความว่า พูดอะไรง่ายๆ ให้ฟัง แต่ฟังแล้วต้องรู้สึกด้วย
บางเรื่องที่เค้าไม่เห็นด้วย ก็อาจจะจูงความคิด ฉุดให้เค้าคิดอะไรขึ้นมาบ้าง
ในฐษนะของพี่นะ งานชุดนี้เรียกว่ายากก็ไม่ใช่ ต้องเรียกว่า มันใช้ไม่ได้ในแง่ของสื่อมวลชน
ถ้าทำสื่อมวลชนขึ้นมาอันนึงเนี่ย เข้าใจกันอยู่แค่ 4-5 คนเนี่ย เรียกว่าสื่อมวลชนคงไม่ได้เต็มปากนะ
พี่คิดว่าสื่อมวลชนที่ดี ต้องทำอีกอย่างนึง
- เกี่ยวกับการโปรโมทด้วยรึเปล่า
โปรโมชั่นมันเป็นศิลปะอีกอันนึงเหมือนกันนะ
ในแง่โฆษณา แต่ไม่คิดว่ามันจะใช่ งานบางอัน อาจจะโปรโมทดีมาก แต่คนก็ไม่รับ
มันเป็นแค่เงื่อนไขข้อนึงน่ะ ที่ต้องเอามาพูดทั้งหมด ไม่อยากบอกว่าวงมันยาก
เพราะโปรโมชั่นไม่ดี มันเป็นการโทษกันจนเกินไป คิดว่าเราต้องกลับมาดูตัวเองด้วยว่าทำไม
พี่กำลังพิสูจน์อะไรบางอย่าง โดยการเอางานชุดนี้ เข็นออกมาอีกทีนึง วัดดูว่ามันเกี่ยวกับอะไร

- เวลาแต่งเพลง ต้องใช้บรรยากาศรึเปล่า
อย่างอยู่คนเดียว หรืออะไรทำนองนี้
อยู่คนเดียวก็ดีนะ
มีสมาธิดี แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องไปนั่งทอดหุ่ยอยู่ริมต้นไม้แล้วเขียนนะฮะ
พี่ว่าการสร้างงานสไตล์พี่นะ จะไม่ใช้อารมณ์ในการสร้าง (เน้น) คืออารมณ์เนี่ย
จะต้องมีอยู่แล้ว ต้องซึ้งแล้ว จะเขียนเมื่อไหร่ก็เขียนได้ แต่ตรงเนี้ย
ต้องให้เกิดก่อน ต้องใช้อารมณ์ในการสร้างให้มันเกิดขึ้นมา แล้วพอลงมือทำงาน
ก็ต้องเป็นบรรยากาศของการทำงานแล้ว เป็นเหตุเป็นผลแล้ว อย่างพี่แต่งเพลงเที่ยวละไมเนี่ย
พี่ก็ไม่ใช่ว่าแต่งริมถนนนะ ไปเที่ยวมาแล้วเกิดอารมณ์ในตอนนั้น พร้อมที่จะแต่ง
แต่ยังไม่แต่ง พอกลับมามีสมาธิดีๆ แล้วนึกออก ก็ลงมือเขียน แต่ไอ้ความรู้สึกอันนั้นก็ยังมีอยู่
ในการทำงาน พี่คิดว่าเราไม่ต้องอยู่ในอารมณ์นั้นตลอดเวลา ถ้าเรารู้อยู่แล้วเนี่ย
เราควรทำงานด้วยสมาธิมากกว่า ไม่ควรใช้อารมณ์มาเป็นผลในการทำงาน
- กับงานอื่นๆ ก็ใช้หลักนี้เหมือนกันใช่ไหม
ครับ ต้องใช้เหตุผลในการทำงานมาก
ไม่ว่าจะกำกับละครหรือว่าอะไร แต่ทั้งหมดนี้ หมายความว่าเราต้องเข้าใจจนแบบ
ทะลุในอารมณ์ ก่อนนะฮะ พอกลับสู่ปกติแล้วก็ทำงานด้วยเหตุผลล่ะ มันก็คือเต๋านะฮะ
ที่เค้าบอกว่า ให้วาดเป็ดเนี่ย ต้องไปดูเป็ดให้ตัวเองเป็นเป็ดก่อน แล้วค่อยมาวาดรูปเป็ด
โดยไม่ต้องมานั่งดูอีก แล้วอีกสิบปีมาเขียน ก็ยังเป็นเป็ดอยู่
- พวกละครตลก เขียนเรื่องตลกนี่ด้วยไหม
เหมือนกัน เวลาทำละครตลกซักเรื่อง
พี่จะไม่มานั่งหัวเราะนะ ขำเขิมเนี่ย ทำงานด้วยความซีเรียส ด้วยระบบ ด้วยสมาธิ
ไม่ได้หมายความว่า คนที่ทำตลก ต้องตลกตลอด มันอาจเป็นแบบอยู่ในใจ รับรู้อะไรพวกนี้อยู่แล้ว
ละครตลกของพี่ เวลาทำงานนี่เครียดมาก ทำงานด้วยวินัย มันมีความเครียดเกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน
- แล้วถ้าฉากไม่พร้อม
อุปกรณ์ไม่พร้อมเนี่ย จะไม่ดึงอารมณ์ในการทำงานเหรอ
ไม่ดึงครับ เพราะว่าพี่ไม่ใช้อารมณ์ในการทำงาน
แล้วคิดว่าวิธีนี้ เป็นวิธีที่ดีที่สุดของคนทำงาน ที่ต้องเจอคนหมู่มาก
การทำงานด้วยอารมณ์นะฮะ หมายความว่าเราต้องควบคุมอารมณ์ตรงนี้ให้ดีก่อน
บางครั้งเราอารมณ์เสียมากๆ ถึงขนาดว่าเราสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
ตรงนี้สิฮะ ถึงดึงอารมณ์ทำให้ไม่พร้อมที่จะทำงาน คือมันสูญเสีย ความเป็นตัวของตัวเองไปแล้ว
ด่าคนอย่างเนี้ย อาจจะมี แต่พี่ไม่มีบ่อยหรอกนะ

- งานที่ทำอยู่ ต้องอาศัยความกระตือรือร้นหาข้อมูลเหมือนกับงานด้านอื่นๆ
รึเปล่า
ไม่แพ้กันครับ ไม่แพ้กัน
บางทีการทำงานชิ้นนึง เวลาสั้นมากเลย แต่ว่ากว่าจะเป็นงานเนี่ย เป็นปีๆ
เลยก็มีเหมือนกัน ต้องใช้การสะสมเหมือนกัน ต้องอ่านมาก ต้องรู้มาก นี่เทียบกับตัวเองนะฮะ
ถ้าเราอ่านหนังสือน้อย จะรู้สึกโง่ โง่ ยังไงไม่รู้ (เสียงไม่แน่ใจ) มันไม่ค่อยมีข้อมูล
- อย่างนั้นเวลาว่างนี่ชอบอ่านหนังสือ
ครับ ชอบอ่านหนังสือ
ฟังเพลงบ้างเหมือนกัน ตามวิทยุ
- แล้วงานด้านหนังสือล่ะ
อ๋อ ไปยาลใหญ่ ผมเป็นนายทุนฮะ
- ไม่ได้เขียนเหรอ
เขียนนิดหน่อย ไม่เยอะ
ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ ก็ให้อั๋นเค้าเป็นบก. จุ้ยเป็นบก. พี่เอง ตอนนี้ได้ชื่อว่าเป็นนายทุนมากกว่า

- ทำไมถึงอยากทำหนังสือไปยาลใหญ่
อืม ก็รักกันนะ เพื่อนฝูงกันน่ะ
ไอ้อั๋นก็เพื่อนกัน แล้วพี่ก็รักหนังสือ พี่คิดว่ามันเป็น วงการที่บริสุทธิ์ที่สุด
ในบรรดาสื่อมวลชน ไม่ได้หมายความว่า บริสุทธิ์เยอะนะ แต่บริสุทธิ์ที่สุด
ถึงจะมีลูกเล่นลูกชน แต่ก็น้อยกว่าอย่างอื่น หนังสือเนี่ย พอเขียนปุ๊บก็สื่อตรงเลย
คนรับ รับได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่ได้ไปเท่าไหร่ไม่ว่ากัน มันผ่านแค่ตัวคอมพิวท์แล้วก็
ปะ ปะ เท่านั้น ทำหนังต้องผ่านผู้กำกับ กำกับดีหรือเปล่า ผ่านตัวแสดง แสดงดีหรือเปล่า
เหลือออกมากี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่รู้
- ตั้งใจจะให้ไปยาลใหญ่เป็นหนังสือแนวไหน
(เงียบไปนานทีเดียว)
เป็น... สนามอันนึงที่ใหม่ๆ อะไรก็ได้ที่ใหม่ๆ ดีไม่ดีเราไม่รู้นะ พี่คิดว่าน่าจะมีอะไรใหม่ๆ
มาให้เลือกอีกอันนึงน่ะ แต่ไม่ได้หวังเลิศเลอว่า มันจะใหม่เอี่ยมมาจากไหน
รึอะไรนะฮะ คิดว่ามันเป็นอีกมุมนึงที่เราน่าจะทำขึ้นมา แล้วก็สนองความต้องการ
ของคนเขียนด้วย
- ตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้ว่าวัยรุ่นใช่ไหม
ใช่ครับ คืออันนึง
พี่บอกเหตุผลตรงๆ จริงๆ เลยนะ พี่อยากให้เค้ารู้ว่า ไอ้หนังสือเนี่ย อย่าไปอ่านแต่ฝันหวานอย่างเดียว
ตอนนี้หนังสือ สำหรับเค้าเนี่ย มันมีอยู่แค่นั้น ทีนี้ถ้าพี่ออกหนังสือวัยเรียนเนี่ย
เค้าก็จะไม่อ่าน ก็ต้องเอาน้ำหวานทาไว้บ้าง ในขณะเดียวกัน ก็อยากให้เค้ารักการอ่าน
นี่ก็คืออันนึง เป็นความตั้งใจของจุ้ยเค้าเลย หนังสืออื่นไม่ใช่ว่าเค้าไม่ดีนะฮะ
ก็ดี แต่อยากให้มีมุมอื่นบ้างเท่านั้นเอง

- เรื่องสุธีที่รวมเล่ม
เป็นการรวมเล่มครั้งแรกรึเปล่า
ใช่ เป็นไอเดียของจุ้ยเค้านะ
ตัวพี่เองเฉยๆ กับงานชิ้นนี้ มันเป็นช่วงนึงของความคิดพี่ ในวัยนึงเท่านั้นเอง
กับงานที่กระจัดกระจายอยู่ตอนนี้ ถ้าใครอยากรวม ก็ต้องมาคุยกับพี่ แต่จะให้พี่คิดเอง
พี่ไม่เอานะ จุ้ยเค้าอยากจะรวม พี่ก็... เออ ก็ดี เพราะเค้าเป็นคนทำหนังสือจริงๆ
พี่ไอเดียพวกนี้ไม่ค่อยมี
- แล้วมีงานเขียนที่อื่นๆ
อีกไหม
ไม่มี ถ้าเขียนก็ต้องเขียนให้ไปยาลใหญ่ก่อน
ขืนเขียนให้ที่อื่นเค้าก็ตีเอาสิ ขนาดเขียนที่นี่ ยังไม่ค่อยจะส่งต้นฉบับอยู่แล้ว
ทวงเช้า ทวงเย็น
- ไม่เคยเขียนเรื่องเก็บๆ
ไว้
เป็นพล็อดเรื่องมากกว่า
- ไปยาลใหญ่ก็ไม่เขียนทุกเล่มเหรอ
เอ้อ... ไม่ได้เขียนทุกเล่ม
บางเล่ม

- งานหลายๆ อย่างที่ทำอยู่
อย่างละคร กำกับ แต่งเพลง ชอบอะไรมากที่สุด
มันก็ไม่หลายอย่างนะ
เป็นอย่างเดียวกันหมดเลย คืองานเขียน จะมีบ้างก็คืองานกำกับ โปรดิวซ์เพลง
แต่จริงๆ แล้วเนี่ย พี่เป็นคนเขียนมากกว่า
- แล้วไม่อยากออกมาเป็นคนเขียนหนังสือ
ทำหนังสืออย่างเดียวเหรอ
พี่คงไม่ถนัดนักนะ
ที่จะเขียนหนังสือมากๆ อย่างนั้น
- คิดว่าพออายุมากขึ้น
ก็ยังจะทำงานด้านนี้ได้
คงไม่ไหวเหมือนกัน
ตอนนี้พี่ก็เริ่มมองหาคนใหม่ๆ แล้วนะ แค่อายุ 27 พี่ก็คิดว่าตัวเองเป็นคนเก่าแล้ว
ไม่คิดจะยืนหยัดบ้อบออยู่ ให้คนเค้าหมั่นไส้ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ก็มีเกิดขึ้น
พี่รับสภาพเร็วมาก คิดว่าถ้าเราทำได้ไม่ดีก็ไม่ควรทำ อยู่ชื่นชมคนอื่นดีกว่า
- แล้วถ้ายังทำไหวล่ะ
ก็ทำต่อไป
- แล้วถ้าไม่ทำจะทำอะไร
ยังไม่คิดเลย อุ๊ย
ไม่อยากคิดหรอก ต้องดูด้วยว่ามันเป็นไง อดมั้ย
- อยากเข้าไปทำหนังสือ
อย่างไปยาลใหญ่ ให้มากกว่านี้หรือเปล่า
อยาก อยาก แต่ว่าช่วงนี้เรารับผิดชอบทางนี้อยู่
มันยุ่ง
- ถ้ามีเวลาก็อยากทำอย่างนั้นใช่ไหมคะ
ทำซี อยากทำ อยากเขียน
(หนักแน่น)

เสร็จจากการพูดคุยวันนั้น
นักศึกษาจากสงขลา (ปลอม) ก็หอบเทปบรรจุเสียงที่ได้กลับบ้าน รีบถอดคำพิมพ์ส่งให้กับชาวไปยาลใหญ่
ซึ่งใจจดใจจ่อรอต้นฉบับ เพื่อนำมาลง และทุกคนก็เฝ้ารอเวลาที่ บก. ประภาส
เดินเข้าสำนักฯ หลังหนังสือออก ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงเกินไป จะนำมาเล่าให้ฟังใหม่ว่า
บก. ใหญ่ของเรา ทำหน้าอย่างไร?
|