|
|
|
สำหรับวันนี้ นั่งเขียนต้นฉบับด้วยลายมือยึกยัก เพราะไม่มีพิมพ์ดีด เป็นต้นฉบับระหว่างเส้นทางสาย ท่าสองยาง สู่แม่สอด ต้นฉบับนี้จะถึงมือบ.ก. ด้วยรถทัวร์สายแม่สอด-กทม. รอพนักงานรับส่งที่หมอชิต และเดินทางสู่สำนักศิษย์สะดือ ด้วยมือใครบางคนที่เร่งร้อน เพื่อให้ทันการเรียงพิมพ์ ก่อนการปิดต้นฉบับลงอย่างเร่งด่วน สัปดาห์นี้ชีวิตมีแต่ความเร่งด่วนยุ่งเหยิง เร่งด่วนด้วยสถานการณ์ และยุ่งเหยิงด้วยการสร้างสถานการณ์ เพราะฉันอยากให้ชีวิตตัวเองยุ่งยาก เพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ยุ่งยากมากกว่า - ในหัวใจ ฮะแฮ่ม ผู้หญิงนี่คะ ปัญหาหัวใจย่อมมีเป็นธรรมดา ไม่ใช่หัวใจเดาะ แต่เป็นการหาที่หาทาง จัดวางให้เรียบร้อยอย่างที่ควรจะมี ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้โอเวอร์เกินจริง ก็ต้องยอมรับหน้าแห้งๆ ว่าความเร่งรีบด้านหลัก คือ รีบทำงาน พองานมาถึง เรื่องอะไร - อะไร ก็ต้องเก็บใส่ผอบเอาไว้ก่อน แม้กระทั่งเรื่องหัวใจ ว่าแล้วก็ซิ่งสุดขีดไปที่อ.สองยาง ใครไม่รู้จัก จ.ตาก ก็ไม่รู้ว่าจะว่าไง กางแผนที่จะเห็นชายแดนไทย-พม่า อ.แม่สอด อยู่ทิศตะวันตกนะจ๊ะ เลาะตะเข็บแดนไปทิศเหนือ เห็นอ.แม่ระมาดมั้ย นั่นแหละ หนึ่งในอำเภอที่ถูกพูดถึงในเรื่อง 'แม่ลาวเลือด' ของสารวัตรธนุส เอ๊ย ท่านวสิษฐ เดชกุญชร นายตำรวจ นักเขียนเรื่องมันส์-มันส์ ขวัญใจฉันละ ถ้าไม่เคยอ่าน รีบไปอ่านเสียโดยไว เลยแม่ระมาด วนขึ้นเขาไปเรื่อย ไม่ต้องแวะที่ไหน ยกเว้นอยากจะคุยกับลิง แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเวลา ร้อยกว่ากิโลเมตร จากอ.แม่สอด ถึงอ.ท่าสองยาง คนเป็นนักข่าวย่อมรู้ดีว่า อะไร-อะไร ดี-ดี มักจะอยู่ที่วัด คนรู้อะไรดีเห็นทีจะเป็น เจ้าอาวาสวัดมงคลคีรีเขตต์ คือเป้าหมาย พม่ากับกะเหรี่ยง รบกันมานานหลายสิบปี และดูเหมือนจะเป็นไปเรื่อยๆ สู่นิรันตร์ในทัศนะของฉัน
วันนี้มีการรบเพื่อแย่งชิงพื้นที่ ฐานแม่ตะวอ อยู่ในหุบเขากลางดงไม้ ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านท่าสองยาง เพียงข้ามลำน้ำเมย นานมาแล้ว กะเหรี่ยงครอบครองอยู่ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ค้าขายของเถื่อนข้ามชายแดนไทยสู่ตลาดมืดในพม่า แต่ทหารพม่าตีแตกเมื่อปี 2527 ตอนนี้ฉันก็มากระดี๊กระด๊ากับเขาที่นี่เหมือนกัน จำชัดเลย ปี 2527 ตอนนั้นยังทำข่าวอยู่ที่ TV.7 ตระเวนภาคเหนือ พอดีมีเหตุการณ์ปะทะชายแดนเลยแวะมาดู การสู้รบผ่านพ้นไปแล้ว พม่าเข้ายึดพื้นที่เรียบร้อย กระสุนปืนใหญ่และระเบิด ทำให้ค่ายแม่ตะวอ มีควันกรุ่นจากกองเศษไม้ ที่ไฟเผาค่าย-ตลาด พินาศสิ้น เทือกเขาสงบในหมอก ควันร้อนจากอุณหภูมิดุเดือด แต่ไม่ตื่นเต้นเหมือนครั้งนี้ ระหว่างการกราบเบญจาคประดิษฐ์โยงโย่ ท่านเจ้าอาวาสก็บอกก่อนเลยว่า "ผู้หญิงห้ามขึ้นเจดีย์เน้อ... มีของเก่าแก่อยู่เยอะ เดี๋ยวหายขลัง" ฉันพยักหน้าหงึกหงัก ฐานของเจดีย์ยังสร้างไม่เสร็จ ก่อสูงขึ้นไปสัก 20 เมตร ปีเขาขึ้นไปหน่อยหนึ่ง มีกระไดลิงต่อขึ้นไปอีก มองเห็นยุทธภูมิชัดแจ๋ว ไม่ว่ากระเหรี่ยงหรือพม่าจะยิงใส่กันด้วยโปรเจคไตล์ระดับไหน นึกในใจว่า โชคดีที่ช่างกล้องของฉันเป็นผู้ชาย ไม่งั้นต้องวานเด็กวัดถ่ายให้ซะแล้ว บ่ายโมง กำลังกราบลาเจ้าอาวาส เสียงปืนใหญ่ของกระเหรี่ยงก็ดังขึ้นสามตูม เผ่านกันกุฏิไหว ชุลมุนกันไปหมด ฉันกับช่างกล้องเผ่นอ้าว มาหลังกุฏิ ที่วิ่งไปที่นั่นก็เพราะเห็นใครๆ ก็วิ่งไปตรงนั้น ฉันก็ตามไปด้วย ถามทีหลังว่าทำไมต้องหลังกุฏิ ชาวบ้านหัวเราะแหะ-แหะ บอกว่า วิ่งตามพระ เอาขลังไว้ก่อน!! ระหว่างวิ่งหาที่หลบ เสียงปืนนานาชนิด อาร์ก้า คาร์บิน เอ็ม16 ฯลฯ ดังออกลั่นป่า แสดงว่ากระเหรี่ยงกับพม่า ชาร์จชนิดตัวต่อตัว เพราะปกติจะอัดกันด้วยปืนใหญ่อย่างเดียว พอตั้งหลักได้ ก็เล็งเป้าหมายแรกคือ ฐานเจดีย์ ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่ากลางลานกว้าง - ย้ำ - ลานกว้าง...ง...
ตอนนั่งเขียนต้นฉบับนี้ ยังงงอยู่ว่าวิ่งได้ยังไงในระยะ 200 เมตร ท่ามกลางกระสุนสนั่น อาร์พีจี. ลูกหนึ่งข้ามวัดไปลงหลังโบสถ์เสียด้วย แต่ก็ผ่านไปแล้วนะ ยิ่งกว่า จอยเนอร์ อีก เพราะถือขาตั้งกล้อง วิดีโอเทป แบตเตอรี่กล้อง ปีนขึ้นไปนอนพังพาบอยู่ข้างบน โชคดีที่เจดีย์ก่ออิฐขึ้นมาสองศอก เป็นบังเกอร์ให้หลบแบบคู้เข่า เอาหัวลงหมอบ เวลาได้ยินเสียงปืนดัง เฟี้ยว-เฟี้ยว
ฉันชะเง้อลงไปจากเจดีย์ เห็นหลวงพ่อไล่ต้อนคนเข้าแอบในโบสถ์ ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ พลางป้องตาหันมา ฉันรีบหลับหัวลงกับกำแพงอิฐ แต่ยังทันเห็นหลวงพ่อทำปากขมุบขมิบ เหมือนดุผู้หญิงบนเจดีย์... แหมท่านก็ หนูตกใจเสียงปืน เลยปีนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ... ฉันรีบคิดเหตุผลเอาไว้ชี้แจง หลังเสียงสงครามสงบลง พอปะทะสักสองชั่วโมง ฉัน-ช่างภาพ-ตชด.บางคน ทหารพราน ก็ค่อยๆ ย่องลงหลังเจดีย์ กระโดดซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ ซึ่งบิดคันเร่งนิดเดียว เลาะถนนขรุขระบนเขา ลงไปที่สถานี ตร.ภูธร ต.เมย ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านร้าง เพราะผู้คนมาอยู่ในวัดกันหมดแล้ว หมู่บ้านจึงเงียบกริบ มอเตอร์ไซค์เป็นความเคลื่อนไหวเดียวที่นั่น พรวดขึ้นไปที่ สภต. แอบริมรั้วอึดใจหนึ่ง แล้วก็รับสัญญาณทหารที่วิ่งขึ้นไปก่อน จากนั้นก็เผ่นตามเข้าบังเกอร์ คราวนี้เสียงปืนชนิด 'เฟี้ยว-เฟี้ยว' ถี่เป็นตับ จนโงหัวไม่ขึ้น สภต. อยู่ริมแม่น้ำเมย ชะแง้ผ่านบังเกอร์ออกไปชั่ว 20 เมตร ก็เห็นเงาร่างกระเหรี่ยงวูบไหว ในดงหญ้าริมฝั่งโน้น ว้อบแว้บเหมือนปีศาจ เออ - รู้ทีหลัง เขาเรียกหน่วยคอมานโดของเขาว่า หน่วยปีศาจ เสียด้วยหนา ใส่ชุดดำเหมือนทหารพรานเราเป๊ะเลย ถึงว่า มีพม่าตรวจสองราชการไทย ว่าไหงแต่งชุดเหมือนกระเหรี่ยง ดังนั้นเมื่อเราวิ่งวูบวาบหามุมกล้อง ถ้ามีทหารพรานผู้หวังดีจะมาสมทบ เราจึงต้องรีบโบกไม้โบกมือบอกว่า "พี่-พี่... ไปทางบังเกอร์โน้นดีกว่า แฮ่... แฮ่... ขอบคุณมาก" อะไรทำนองนี้ ยังไม่ทันขาดคำ ลูกปืนก็เฟี้ยวเข้าหูขวา ไปสอยยอดมะพร้าวข้างโรงพักเฉยเลย ไม่รู้กระสุนของกะเหรี่ยงหรือพม่า ถ้าเป็นผีจะได้ตามไปหลอกถูก!!
เครื่องบินพม่า 4 ลำ บินมาเป็นรอบที่สองตอนบ่ายสี่โมง โผนเข้ากลุ่มเมฆขาว แล้วจิกหัวลงทิศดอยคำ ริมฝั่งเมย เป้าหมายคือฐานกะเหรี่ยง ควันสีขาวกว่าเมฆ ปล่อยออกมาเป็นช่วงๆ ของการทิ้งระเบิด ตามด้วยเสียง ตูม - ตาม - โครม - คราม เป็นตับ แอบฟังคลื่นวิทยุกะเหรี่ยง แปลเป็นไทยว่า
การรบวันที่ 7 ตุลาคม เข้มข้นกว่าวันอื่นๆ ที่ผ่านมา ผลการสู้รบในไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ฉันไม่รู้ เพราะตอนนี้ใกล้แม่สอดแล้ว ฉันจะพับต้นฉบับ และสอดเข้าในม้วนเทปข่าว ด้วยความโล่งอกว่า บ.ก. เขาจะไม่ว่าฉันเบี้ยว โดยอ้างว่า ไม่มีเวลาเขียน แต่คราวนี้ ฉันขออ้างว่า ต้นฉบัออกจะมีลีลาพิศดารสักหน่อย เพราะฉันกำลังเมารถที่เหวี่ยงตัวแต่ละที เข็มขัดนิรภัยเกือบจะเอาไม่อยู่ เราต้องรีบส่งเทปข่าว ให้ทันรถเที่ยวสี่ทุ่มคืนนี้เช่นกัน...
|
|