ฉบับที่ 19 สิงหาคม - กันยายน 2531 "เปิดกระป๋อง" จ่าแจ๋ว

เมื่อเอ่ยคำว่า 'รับน้อง' ขึ้นมา ในห้วงความคิดของแต่ละคนคงไม่เหมือนกันไปเสียทีเดียวนัก คนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย อาจจะนึกเห็นชื่อตัวเอง กระโดดโลดเต้นอยู่แถวๆ บอร์ดประกาศผลเอ็นทรานซ์ (ซึ่งอาจจะยังเห็นไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ว่ากระโดดเข้าหรือกระโดดออก)

บางคนก็ได้กลิ่นเอี่ยมๆ ของชุดนักศึกษาที่เพิ่งแกะห่อโชยมาแต่ไกล ส่วนคนมีศักดิ์เป็น 'พี่' ของสถาบันต่างๆ อาจจะคิดพยายามสรรหา กลยุทธวิเศษพิสดารอันน่าประทับใจ มาใช้ในวันรับน้องใหม่ที่จะมาถึง ในขณะที่คนบางคน ที่ผ่านการรับน้องมาสดๆ ร้อนๆ ก็มีความมุ่งมาดบางอย่างอยู่ในใจ ในช่วงที่รอโอกาสให้ตัวเองได้เป็น 'พี่' กับเขาบ้าง...

ปรกติแล้ว การรับน้องใหม่ในแต่ละปีของสถาบันต่างๆ นั้นจะมี 2 อย่าง คือการรับน้องรวม (หรือเรียกอีกอย่างว่าการรับน้องภายใน) ซึ่งจะจัดกันภายในสถาบันนั่นแหละ โดยจะมีนักศึกษาจากทุกคณะ ทุกสาขาในสถาบันนั้น มาเป็นตัวเอกในงานร่วมกันทั้งหมด และหลังจากวันรับน้องรวมผ่านไป ก็จะเป็นรายการของการรับน้องปลีกย่อย เช่นการรับน้องของชมรม หรือกลุ่มต่างๆ ส่วนมากก็จะพากันไปรับตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตามแต่จะคิดอยากไป

'น้องใหม่' นั้น ขั้นแรกจะขี้อายซะเป็นส่วนมาก (นอกจากบางคนที่กล้าหาญชาญชัยมาตั้งแต่มัธยม หรือเป็นฟอสซินตกค้างมาจากปีก่อนๆ) ดังนั้น เมื่อรุ่งเช้าของวันรับน้องใหม่มาถึง คนที่เป็นน้องใหม่ ก็จะถูกจับมานั่งหน้าสลอน แล้วรุ่นพี่ก็จะทำตัวเป็นจิตรกรใหญ่ (ที่วาดภาพตีความหมายยากๆ นั่นแหละ) จัดหาสารพัดสีสันที่คัดสรรมาแล้ว มาละเลง โดยใช้ใบหน้าของน้องใหม่ต่างกระดาษวาดเขียน หรือผืนผ้าใบ ส่วนพี่คนไหนที่ไม่ค่อยมีฝีมือในการตกแต่งทรงผม ก็จะถูกเรียกร้องให้มาเป็นช่างผมให้น้องใหม่... เอาเชือกกล้วยมาผูกเป็นจุกมั่ง เอาฝาเข่งมาเป็นหมวกบ้าง สรุปแล้วตกแต่งได้ทุเรศตาที่สุดเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะใจกันไปเท่านั้น น้องใหม่เองก็ไม่ใช่ย่อย เพราะหลังจากการเสริมความมอมแมม ทุเรศตาผ่านไป อะไรๆ ก็จะดูน่าลองน่ารู้ไปเสียทุกอย่าง เหมือนกับที่โบราณเขาว่า "คนหน้าหนา (มอมแมม, รุงรัง) มักไม่ค่อยอาย"

หลังจากที่ผ่านขั้นตอนสลายความอายมาแล้ว... คราวนี้ก็ถึงเวลาลบริ้วรอยความแปลกหน้า ในระหว่างน้องใหม่กับพี่เก่า และระหว่างน้องใหม่กันเอง ด้วยการจับกลุ่มล้อมวง จับกลุ่มเล่นเกมสารพัดสารพันเกม เกมที่ฮิตที่สุดจากเท่าที่สอบถาม จากคนหลายๆ สถาบันมา ก็อาทิ


ซิบ-แซ็บ
น้องใหม่จะได้รับคำสั่งให้นั่งเป็นวงกลม โดยมีพี่ 1 คนเป็นคนคุมเกม (ในที่นี้เป็นการคุมเกมให้สนุกนะ ไม่ใช่คุมเกมเพื่อไม่ให้เล่นผิด เพราะยิ่งเล่นผิดกันเท่าไหร่ ก็ยิ่งมันส์กันเท่านั้น) น้องใหม่แต่ละคนจะต้องจำชื่อคนที่นั่งขนาบซ้ายขวาของตัวเองให้ดี ถ้าคนคุมเกมชี้มาที่เราเมื่อไหร่ เราจะต้องบอกชื่อเพื่อนที่นั่งข้างๆ ซิบคือชื่อคนซ้าย แซ็บคือชื่อคนขวา... ต้องมีประสาทหูและสมองสัมพันธ์กัน ซิบแซ็บคือ ซ้ายขวา แต่ แซ็บซิบ คือขวาซ้าย อย่างซิบ 'หมา' แซ็บ 'หมู' ถ้ากลับกันก็เป็นแซ็บหมูซิบหมา เกมนี้ถ้าเล่นไปนานๆ น้องใหม่บางคนก็คิดมุขได้ ก็จะจงใจแผลงเป็น "แซ็บหมู-ซิบหมาไม่ได้รูด" ซึ่งผู้ร่วมวงคนอื่นๆ ก็ไไม่ค่อยจะอยากรับมุขกันเท่าไหร่ เพราะรู้ๆ กันอยู่ คือคิดได้เหมือนกันแต่ไม่พูด... แต่ถ้ามีน้องใหม่พูดมุขนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ สัญญาณเตือนภัยให้ระวัง 'เซ็ง' ก็จะดังขึ้น พี่ต้องใช้วิจารณญาณเอาเอง ว่าเล่นนานเกินไปหรือเปล่า...

ลมเพลมพัด

ใช้วงเดิมนั่นแหละ พี่คนคุมเกมจะพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า "ลมเพลมพัด" น้องใหม่ทุกคนในวงก็จะต้องพูดพร้อมกันว่า "พัดอะไร" คนคุมก็จะบอกมาว่าพัดอะไร อาทิ "พัดคนนุ่งกางเกงแดง" น้องใหม่คนไหนที่นุ่งกางเกงสีแดง ก็จะลุกขึ้นวิ่งไปนั่งสลับที่กับคนนุ่งกางเกงแดงคนอื่นๆ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนคุมเกมบอกว่า "ลมพัดลมเพ" ...พอถามไปว่า "เพอะไร" ... "เพคนนุ่งกางเกงแดง" คราวนี้คนนุ่งกางเกงแดงไม่ต้องวิ่ง คนที่ไม่นุ่งกางเกงแดงนี่สิ ต้องวิ่งแลกที่นั่งกันจ้าละหวั่น เอาล่ะ คราวนี้คนขนาบข้างเปลี่ยนหน้าแล้วสิ จะเอาซิบแซบมาเล่นอีกทียังได้... คนที่เคยคุมน้องเล่นเกมนี้คนหนึ่ง เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ถ้าคนคุมคิดมุขเก่ง และน้องใหม่รุ่นนั้นฉลาดมากเกินไป ก็เซ็ง อย่างพี่คนคุมเกมบอกว่า "เพคนนุ่งกางเกงในขาด" อาจจะมีน้องใหม่บางคน ที่นุ่งกางเกงในขาดจริงๆ นั่นแหละ แต่ฉลาดไงที่คิดได้ว่า คนคุมเขาจะรู้ได้ไง เชอะ! เขาคงไม่สั่งให้ถอดดูหรอก ก็เลยทำตัวเป็นคนที่ไม่นุ่งกางเกงในขาด ออกวิ่งแลกที่ไปกับคนอื่นเขาด้วย... อาจจะละอายใจบ้างหรอกนะ แต่เขาจับไม่ได้นี่... สรุปแล้ว ทั้งคนคุมคนเล่น ทำตัวโง่มากเท่าไหร่ ก็น่าจะมันส์เป็นทวีคูณ... ฯลฯ

การเล่นเกมเพื่อความคุ้นเคยเป็นกันเองนี้ เราจะได้ตัวนักโทษขึ้นมาหลายคนเชียวล่ะ อย่างคนที่จำชื่อเพื่อนไม่ได้ในเกมซิบแซบ ก็จะตกเป็นนักโทษรออาญา... คนที่นุ่งกางเกงแดง โดนพัดแล้วยังไม่เขยื้อน นี่ก็กาหัวลากออกมารออาญาเหมือนกัน อาญาสำหรับน้องใหม่ ก็อาทิ


เขียนชื่อด้วยก้น

ก็ไม่มีอะไรมากมายหรอก ถูกสั่งให้ออกไปทำยึกยักตามลักษณะพยัญชนะอยู่กลางวง คนคุมเกมจะสั่งให้เขียนทีละตัว... ใครที่พ่อแม่ตั้งชื่อมายาวมากๆ จะถูกสมน้ำหน้ามากเป็นพิเศษ และอาจโดนสั่งให้เขียนชื่อสวยๆ กว่าคนอื่น

"เอ้า! ชื่ออะไรเราน่ะ... "ศรีสุดาสายสมรค่ะ" อ๋อ สวยล่ะซิ มามะ เขียน ศ.ศาลาสวยๆ เฮ้ย! น้องจบมาจากโรงเรียนไหนวะ ถึงขมวดหัวศ.ศาลาหลายรอบนัก ไม่เอา สกปรก เอ้า... ได้ยางลบมาแล้ว ลบซะ เฮ้ย ลบดีๆ ซิ เอ้า... เขียนต่อ... เฮ้ย ศ.ศาลายังไม่มีหางเลย ไปเขียนสระอีก่อนได้ไง... อ๋อ ครูโรงเรียนเก่าสอนให้เขียนให้จบหมด แล้วค่อยเติมหางทีเดียวเหรอ... อ๋อ..."


ป๊อกๆ ฉี่...

อันนี้นักโทษที่โดนทำโทษโดยวิธีนี้ มักจะเป็นน้องใหม่ที่มีท่าทีสำอาง แบบบาง อรชรอ้อนแอ้น โดยให้คลานสี่เท้าเหมือนหมา คลานไปป๊อกๆ ตามจังหวะเพลง 'ป๊อกๆ ฉี่' พอถึงคำว่า 'ฉี่' นักโทษจะต้องยกขาหลังข้างหนึ่งขึ้น ทำท่าฉี่แบบหมาตัวจริง โดยมีคนคุมเกมพากษ์ไปเรื่อยๆ ร้อยแปด อาทิ เดินผ่านเสาไฟฟ้า เสาไฟใหม่ดี แวะฉี่ใส่ซะทีนึง เดี๋ยวๆ ผ่านรถเก๋งเจ้าคนที่ชอบเตะเราร้องเอ๋งๆ ฉี่ใส่รถมันซะหน่อย... เอาตรงล้อสิ... หมาชอบฉี่ใส่ล้อ... เอ๊ะ ไอ้หมาตัวนี้ท่าจะยังไม่ได้รับคำสั่งสอน... ฯลฯ

...เกมนี้สอนให้รู้ว่า สวย, เนี๊ยบ, เริ่ด หล่อ ก็มีสิทธิ์เป็นหมาได้เท่าเทียมกัน

เหล่านี้คือกิจกรรมพื้นฐาน หรือศัพท์เฉพาะว่า 'เบสิกเกม' เล่นกันเป็นการอุ่นเครื่อง ก่อนจะไปเจอขั้น 'ลอดซุ้ม' ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการรับน้องใหม่... อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า 'ซุ้ม' ในที่นี้ อาจจะไม่ได้เป็นสถานที่ให้ลอดคลานได้อย่างเดียว เพราะบางเกมที่จัดให้อยู่ในพวกลอดซุ้ม ก็เล่นกันกลางลานโจ้งโจ่งแจ้งนั่นแหละ เรียกว่าแยกกันกับ 'เบสิกเกม' ก็ตรงระดับความเข้มข้นของพฤติกรรม ที่พี่สั่งให้น้องใหม่กระทำ หรือที่พี่กระทำกับน้องใหม่ เกมเหล่านี้มักจะมีการใช้อุปกรณ์ประกอบเป็นส่วนใหญ่ มีการเตรียมข้าวของไว้ล่วงหน้า ซึ่งสามารถจัดเข้าหมวดหมู่กันได้ดังนี้


1. พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์
ขั้นแรกของการเตรียมงาน คือการคัด 'พี่ๆ' ที่มีหน้าตาน่าเชื่อถือที่สุดมาเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ประจำซุ้ม แล้วอาจจะมีอุปกรณ์ธรรมชาติ อย่างต้นไม้ใหญ่ มีผ้าแพรผูกไว้ มีธูปเทียนบูชา ที่ถูกจุดให้ควันอวลๆ อยู่ปลายจมูก ยิ่งน่าเลื่อมใสเข้าไปอีก จากนั้น เจ้าพ่อเจ้าแม่ ก็จะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวลึกลับ น่ากลัว ยิ่งพาน้องลอดซุ้มนี้เวลาตะวันจะชิงพลบ เขาว่ายิ่งขมังขลังเข้าไปใหญ่ เรียกว่าบรรยากาศเป็นใจ ว่างั้นเหอะ เผลอๆ นั่งฟังไปฟังมา ยกมือขึ้นพนมโดยไม่รู้ตัว น้องใหม่บางคนก็รู้ทั้งรู้ว่าเขาหลอก แต่เรื่องราวมันเหมือนจริงไปเหลือเกิน เอ้า ไหว้ก็ไหว้ กราบก็กราบ ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ พี่บางคนก็เหลือร้าย พอไหว้เสร็จทุกคน ลุกขึ้นฉี่ 'สิ่งที่ไหว้' ไปเมื่อกี้หน้าตาเฉย (คงมีเฉพาะกลุ่มชายล้วนเท่านั้นล่ะนะ)... เขาว่าเกมแบบนี้นะ ถ้าเล่นดีก็ดีไป หากซวยขึ้นมาเมื่อไหร่ ใครก็ช่วยไม่ได้

2. อะไรอยู่ในกระโถน

เอาเส้นมักกะโรนี หรือสปาเก็ตตี้ก็ได้ มาลวก... ลวกให้พองขนาดเท่าตัวพยาธิปากขอเลย หรือถ้าให้ครบเซต ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กงามๆ เอามาลวกให้เหมือนพยาธิตัวตืด ส่วนบะหมี่สำเร็จรูป เอามาใช้ ก็ไม่ต้องปรุงเครื่องลงไปนะ ต้มลวกเฉยๆ ให้สุก แล้วเทตระกูลพยาธิเทียมเหล่านี้ ลงไปในกระโถนสะอาดๆ (ถ้าหากกระโถนแบบที่เด็กชอบใช้นั่งอึ จะได้ผลดีเป็นพิเศษ) พี่บางคนเล่นไปถึงเรื่อง 'อุจจาระ' เลย ก็เอาฟักทองต้มเลยๆ มาบด ผสมเกลือให้รสปะแล่มปะแล่มหน่อย เวลาอยู่ในกระโถนแล้ว เหมือนพยาธิ เหมือนอุจจาระ จริงๆ เลย หรือหากเห็นว่ามีแต่เนื้อๆ ไม่มีน้ำบ้าง ก็น้ำเก๊กฮวยต้มแก่ๆ ใส่กระโถน เอาไว้ ก็น่าหันไปอ้วกอยู่เหมือนกัน เคล็ดลับพิเศษ ก็กระโถนนั่นแหละ ถ้าหาได้เก่าๆ โทรมๆ เกือบหมดสภาพได้เท่าไหร่ สิ่งที่อยู่ในกระโถนก็ยิ่งคล้ายของจริงไปเท่านั้น แต่เคล็ดลับนี้เขาไม่ค่อยใช้กันหรอก นอกจากน้องใหม่โชคร้ายบางคน ที่ไปเจอพี่เถื่อนยุคหินเข้า โดยเอากระโถนที่เคยผ่านการใช้งานจริงๆ มาแล้วมาใช้ แม้จะทำให้สะอาดที่สุดก็เถอะ... (แหวะ!)... (อ่านมาถึงตรงนี้ ลุกไปอ้วกก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ)

สำหรับเกมนี้ ถ้าน้องใหม่ทำท่าสะอิดสะเอียนได้มากเท่าไหร่ เกมก็จะออกรสมากเท่านั้น ผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาส ไปสังเกตการรับน้องใหม่ อย่างค่อนข้างใกล้ชิด ของสถาบันหนึ่ง ก็ได้เห็นอะไรบางอย่างเข้า เพราะว่ามีน้องใหม่คนหนึ่ง แหวกรูปแบบออกมาได้อย่างน่าสังเกต

"เอ้า! อ้าปากหน่อยน้อง" เสียงพี่ห้าวๆ สั่งลั่น อย่างวางอำนาจเต็มที่ น้องใหม่คนนี้ก็อ้าปากแต่โดยดี ไม่มีอิดเอื้อนอย่างที่พี่เก็งไว้ พี่จ๋อยไปนิดหนึ่ง แต่ก็หันไปป้อนน้องร่วมทีมคนอื่นๆ ต่อไป พอป้อนครบก็สั่งให้กลืน หลายคนไม่ยอมกลืน ก็เลยได้ขู่กันอีกยกหนึ่ง แต่น้องใหม่คนที่ว่านี้ ไม่มีปฏิกิริยาอะไร เพราะกลืนไปตั้งแต่เมื่อแรกป้อน แล้วก็คลานอย่างสงบไปซุ้มอื่นต่อ ผู้เขียนเห็นแล้วก็หนักใจแทนพี่ๆ ทั้งหลายอยู่เหมือนกัน


3. น้ำขุ่นไว้นอก น้ำใสไว้ใน

อุปกรณ์ก็มี ไส้เดือนตัวงามๆ อวบเท่าไหร่ยิ่งดี จับมาให้ได้เยอะพอให้มันดูยั้วเยี้ยอยู่ในกาละมังนั่นแหละ เอามาวางให้เห็นจะๆ ตา น้องใหม่คนไหนมองเต็มตาแล้ว ก็จับผูกตาด้วยผ้าหนาๆ อย่าให้ได้มองเห็นอะไรอีก พอปิดตาเสร็จ ก็อ้าปากกว้างๆ พี่ก็จะพูดในทำนองที่ว่า "นี่เลือกไส้เดือนตัวที่อวบที่สุด ไว้ให้น้องโดยเฉพาะนะนี่" ว่าแล้วก็หย่อนอะไรที่มันลื่นๆ นุ่ม เข้าปากน้องใหม่ ที่รับมุขตลอดก็จะวี๊ดว๊าย สะอิดสะเอียนตลอด ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไอ้ที่หย่อนเข้าปากน่ะ มันไม่ใช่ไส้เดือนหรอก อาจจะเป็นเส้นมักกะโรนี เส้นบะหมี่ลวกอย่างว่า แต่อุปกรณ์ประเภท 'น้ำขุ่น' บางอย่าง สามารถกินได้ในทันที อย่างเช่น จับอึ่งอ่าง หรือกบเป็นๆ มาแช่ไว้ในกาละมังเม็ดแมงลัก ที่พองน้ำจนได้ที่ แลเหมือนไข่กบไข่อึ่งอ่างจริงๆ น้องใหม่โผล่เข้ามา พี่ก็จะเอาช้อนตักเม็ดแมงลักจากกาละมังให้ชิม ซึ่งกรณีเล่นกันสดๆ อย่างนี้ พี่ก็ต้องมีจรรยาบรรณกันเล็กน้อย ก็ตรงที่ต้องจับกบจับอึ่งอ่าง และอุปกรณ์ต่างๆ นั้นมาทำความสะอาดกันให้หมดจด

พี่บางสถาบัน เขย่าขวัญน้องใหม่อย่างตั้งอกตั้งใจให้สยดสยอง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงได้อย่างน่าทึ่ง โดยการเผาเหล็กให้ร้อนแดง ให้คุโชนลุกโพลงแบบในมิวสิควิดีโอ 'คนตีเหล็ก' ของ สุรชัย จันทิมาธร เลยแหละ ตอนเผานี่ต้องเผาให้เหยื่อ (ก็น้องเอ๋ย น้องใหม่นั่นไง) เห็นชัดๆ ด้วยนะ จากนั้นก็ปิดตาเหยื่อซะ (งานนี้ถ้าหาเหล็กที่เผาเป็นรูปเครื่องหมายของสถาบันได้ ก็จะน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น)... พี่ก็จะต้องพูดให้ได้ยินแล้วอกสั่นขวัญแขวน ในทำนองที่ว่า ถึงคราวที่ต้องประทับตราแล้วนะ จากนั้นก็เอาก้อนน้ำแข็ง มานาบลงที่ผิวของน้องใหม่... ตามหลักวิทยาศาสตร์เขาว่า ไอ้ร้อนที่สุดกับเย็นที่สุดนี่ คนเราจะรับเป็นความรู้สึกได้เหมือนๆ กัน วิธีนี้ถ้านำไปใช้ในสถาบันที่มีชื่อเสียงในการรับน้องโหดดุเดือดแล้ว จะได้ผลดีมาก เพราะใจของน้องใหม่ ก็ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองอยู่แล้ว


4. กินวัดใจ

นี่เป็นเรื่องของการแสดงออกซึ่งความสมัครสมานสามัคคี ในหมู่เพื่อนพ้องของคนรุ่นใหม่ อย่างอมยิ้มอันเดียว สามารถอมได้ทั้งคณะ ทั้งชมรม ใครไม่อมถือว่าคบไม่ได้ บางคนใช้วิธีดื่มน้ำสาบานแบบโบราณเลย แต่เข้มข้นกว่า โดยการตักน้ำจากลำธารมา 1 ขัน สำหรับดื่มกันทุกคนๆ ละ 2 อึก อึกแรกอมเข้ามาไว้ในปากเฉยๆ แล้วก็ปล่อยออกคืนลงขัน อึกที่ 2 กลืนเข้าไป ทำอย่างนี้ไปจนครบทุกคน งานนี้น้องใหม่ที่ดื่มน้ำคายน้ำสาบานเป็นคนสุดท้าย จะถูกเอาอกเอาใจ ประคบประหงมเป็นอย่างดีในช่วงต่อมา เพราะถือว่าเป็นคนที่รักเพื่อนพ้องมากกว่าใคร (ซึ่งบางทีอาจจะถูกประคบประหงม เพราะป่วยเนื่องจากอาเจียนจนหมดแรงก็ได้) บางสถาบันใช้วิธี 'กินกล้วยสาบาน' โดยให้ผู้หญิงเคี้ยวกล้วยสุก แล้วคายออกมากองไว้ ผู้ชายมีหน้าที่เก็บมากิน

เกมแบบนี้เท่าที่สอบถามมา จะใช้กันแต่ในสาบันที่ต้องพึ่งพาอาศัยกำลังเพื่อนพ้องเป็นสำคัญ ซึ่งก็ได้แก่ ช่างกล หรือเด็กเกษตรต่างๆ แต่ที่ไม่ปรากฏเลย ก็ในสถาบันของแพทย์, พยาบาล หรือสาธารณสุขต่างๆ ความจริง หากจะทำนายอนาคตของคน ว่าต่อไปจะได้อยู่ในประเภทใช้แรงงาน หรือใช้สมอง ก็อาจจะดูได้ที่เกมรับน้องนี่แหละนะ


5. โอ้โฮ! ... โสตัส

เดี๋ยวนี้ โสตัส หรือโซตัส ชนิดเข้มข้นหาดูลำบากแล้ว เพราะวัฒนธรรมเข้าถึงไปเกือบทุกถิ่นที่มีสถาบัน นอกจากบางแห่งเท่านั้น ที่วัฒนธรรมไปเคาะประตูบ้านแล้วยังไม่ค่อยจะยอมเปิดรับ ก็ดังได้เห็นข่าวอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ในช่วงเทศกาลรับน้องใหม่นั่นแหละ

โสตัส = Sotus มาจาก

S = Spirit = น้ำใจ, O = Order = ระเบียบวินัย, T = Tradition = ประเพณี, U = Unity = ความสามัคคี, S = Seniority = อาวุโส

ดังนั้น ความหมายที่แท้จริงของคำว่า โสตัส (Sotus) จึงไม่ได้อยู่แค่การรับน้องใหม่ที่โหดๆ เท่านั้น แต่หมายถึงระบบที่ใช้ปกครองกันเอง ของนิสิต (ซึ่งบางทีก็ไม่ต้องใช้กำลังข่มขู่) ระบบนี้ติดตัวอาจารย์รุ่นแรกๆ เข้ามา โดยเฉพาะอาจารย์ที่จบมาจากมหาวิทยาลัย ลอสบานยอส ในฟิลิปปินส์, จากคอแนล และโอเรกอนในอเมริกา

บางคนได้ยินคำว่า โสตัส แล้วส่ายหน้า เพราะแค่กิตติศัพท์ของระบบนี้ ที่ได้ยินมาก็รู้สึกสะบักสะบอมเต็มทีแล้ว กิจกรรมที่ขึ้นชื่อในระบบนี้ก็ได้แก่

5.1 ว้าก!

ความจริงเรื่องว้าก นี่ยังใช้อยู่ทุกสถาบัน ก็ไอ้ที่ขู่น้องใหม่ให้ทำโน่นทำนี่นั่นแหละว้าก ว้ากถือเป็นโสตัสชนิดอ่อนที่สุด แต่บางคนก็รับไม่ได้ เพราะพี่บางคนว้ากได้โหดจริงๆ อย่างนายทองปน แห่งหมู่บ้านบางระจัน (จากหนังสือ 'หนุ่มหน่ายคัมภีร์' เขียนโดย สุจิตต์ วงศ์เทศ) ก็โดนว้ากจนเบื่อมหาวิทยาลัย แบบหน่ายไม่กลับไปเลย สอบติดเข้าไปปุ๊บ ก็ถูกรุ่นพี่บังคับให้ทำโน่นทำนี่ปั๊บ ประเภทเห็นหน้าน้อง ก็ขู่ฟ่อ "ทำไมใส่เสื้อไม่ติดกระดุมคอ" ไม่ดูหรอกว่าอุณหภูมิขณะนั้นกี่หมื่นฟาเรนไฮต์ ขอให้ได้ขู่ไว้ก่อน ว้ากที่สะใจรุ่นพี่มาก ก็คือการว้ากให้น้องได้อาย กลางสาธารณชน อย่างกลางที่ประชุมอะไรอย่างนี้ ใครได้ดูหนัง อ่านหนังสือของ 'ศุภักษร' มาก็คงจะนึกเห็นภาพ นางเอกซึ่งเป็นน้องใหม่ โดนพระเอกซึ่งเป็นรุ่นพี่ว้ากเอา ต้องวิ่งน้ำตานองหน้าออกมาจากที่ประชุม... อย่างนั้นแหละ

5.2 ปล้นหอ

แบบนี้มักใช้กันในมหาวิทยาลัย หรือสถาบันที่มีหอพักอยู่ภายใน ปกติแล้วจะมีกฎห้ามไว้ว่า หญิงห้ามขึ้นหอชาย ชายห้ามขึ้นหอหญิง แต่วันรับน้องใหม่นี่ จะอนุญาตให้แต่ละฝ่ายขึ้นไปตบประตูห้องน้องใหม่ปัง! ปัง! กลางดึกได้ โดยที่พี่จะต้องไปเป็นกลุ่ม ถ้าเลือกพี่ที่เอะอะ โวยวายเก่งๆ น้องจะตกใจเลิ่กลั่กมากเป็นพิเศษ... วิธีนี้ แม้จะไม่ค่อยบอกกันไว้ล่วงหน้า แต่ก็รู้กัน ซึ่งก็อดตกใจไม่ได้อยู่ดี ก็หลับๆ อยู่แล้ว มีเสียงเอะอะโครมครามขึ้นมา ใครมั่งจะไม่ตกใจ... ปลุกขึ้นมานี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอก บางทีก็ปลุกเพื่อจะบอกว่า "นอนหลับให้สบายนะน้องนะ" พี่บางรุ่นห่วงสุขภาพน้องมาก ปลุกขึ้นมาก็พาออกกำลังกายกลางดึกนั่นแหละ

5.3 ลุยโคลน

น้อใหม่บางคนอาจจะร้องยี้... แต่ถ้ามองอีกที ถ้าบางสถาบันไม่มีแอ่งโคลนธรรมชาติอยู่ รุ่นพี่ที่มีความจำฝังใจมากมาย กับการลุยโคลนนี่ ก็จะสร้างแอ่งโคลนขึ้นมา โดยความอุตสาหะพยายามโดยแท้ ไหนจะต้องหนืดเหนียวที่สุด เหม็นที่สุด ลึกที่สุด... คนธรรมดาคงไม่มีความพยายาม ที่จะแกล้งคนขนาดนี้กระมัง คนเป็นน้องใหม่ต้องทำใจกันบ้าง เสื้อผ้าที่สวมไป วันนั้นก็ไม่ต้องไปหวังได้คืนหรอก ส่วนตอนที่โคลนแห้งแข็งติดตัวนั้น ใครจะจัดการอย่างไรต่อไป ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

5.4 ชิงธง

เดี๋ยวนี้คงหาดูไม่ได้แล้วกระมัง (แหล่งข่าวเปรย) เรื่องราวของมันก็มีอยู่ว่า จะมีเสาทาน้ำมันให้เมื่อมวับต้นหนึ่ง ปักอยู่กลางแอ่งโคลน ปักให้มั่นพอที่คนปีนแล้วไม่ล้มน่ะ แล้วจะมีธงเล็กๆ ปักอยู่บนยอดเสา ใครสามารถปีนเสาขึ้นไปเอาธงลงมาได้ จะได้ควงกับหญิงสาว ซึ่งเป็นดาวคณะ หรือดาวมหาวิทยาลัยในปีนั้น ผู้เขียนเองเคยอ่านนิยายของศุภักษรหรือไงนี่แหละ ที่มีน้องใหม่ผู้ชายที่อัปลักษณ์ที่สุด พฤติกรรมโอเวอร์ที่สุด แบบไม่ค่อยมีดีแล้วยังอวดทำเด่นน่ะ เป็นผู้ชิงธงมาได้ อีกทั้งดาวปีนั้นก็เพียบพร้อมยังกับอะไรดี อ่านแล้วสงสารคนสวย เหตุที่ขาดความเหมาะสม สมดุลด้วยประการฉะนั้นก็เป็นได้ เกมนี้จึงหายไปในที่สุด

5.5 ถีบน้ำ

นี่เป็นการลงโทษ นักโทษก็อาจจะเป็นคนเล่นเกมผิด หรืออะไรทำนองนี้ ถีบน้ำก็คือการถีบให้ตกน้ำ ถีบตก 1 ครั้ง นับเป็น 1 แรงถีบ คนไหนมีโทษหนัก ก็โดนหลายแรงถีบหน่อย ใครว่ายน้ำไม่เป็นก็ยิ่งสนุก (โสตัสซะอย่าง) คือถีบลงไปแล้วมีคนช่วยอยู่ข้างล่าง ว่ากันว่า บางคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น พอโดนหลายแรงถีบเข้าหน่อย ว่ายปร๋อได้เลย ส่วนใครที่ไม่รู้จักปรับตัวแบบไม่เป็นแล้ว ไม่เป็นเลย ก็ซวยไป วันต่อมาอาจต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ที่บ้าน อย่างนี้ก็มีมาแล้ว

เกมรับน้องมีอยู่หลายรูปแบบ ทั้งแบบน่ารักน่าเอ็นดู และแบบน่าชังน่ารังเกียจ บางที่บังคับน้องกินกล้วยดิบ พาไปอยู่เกาะสามวันสามคืน โดยไม่อาบน้ำ ให้ขึ้นเกลือขึ้นกลากกันทั้งตัว (เหวอ...) บางสถาบันมีการเชิญพี่ที่จบไปแล้วมารับน้อง แล้วบังเอิญพี่ไปได้ดี งานดีเงินดี ก็เอาเงินมาเป็นเกม คว้าได้คว้าเอา เรียกว่า 'ตบแบงค์' เล่นเอาน้องใหม่ตั้งตัวได้ตั้งแต่เทอมแรกที่เข้าเรียน, พี่บางที่เอาบ้าเอามันส์ไว้ก่อน จับน้องมาแต่งองค์ทรงเครื่อง แล้วให้ขึ้นรถเมล์ไปรอบเมือง, ให้กราบถังขยะกลางย่านชุมชน, ให้ไปขอเงินแม่ค้า, ให้นั่งไหว้รถเมล์ทุกคัน ที่วิ่งผ่านสถาบัน... ซึ่งก็เป็นที่ขบขันระคนสมเพชเวทนา ในชะตากรรมจากคนที่ได้พบเห็น... บางแห่งเอาจริงเอาจังไปกว่านั้น คือจัดรับน้องแบบลับเฉพาะ ให้สาบานว่าห้ามแพร่งพรายอะไรทั้งหมดให้ใครรู้ ก็เลยเป็นความลับกระจ้อยร่อย ที่น่ารู้อยู่อย่างนั้น...

....................................................

"หนังสือนี่แหละตัวดี ชอบเอาวิธีรับน้องไปเขียน น้องมันก็รู้หมด มารับจริงๆ มันก็ไม่มันส์"

คนมีศักดิ์เป็นพี่ของสถาบันหนึ่งบ่นเปรยๆ ให้ฟัง เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเข้าไปขอข้อมูล... ก็ไม่รู้ล่ะ หน้าที่ใครหน้าที่มันล่ะนะพี่นะ

เกมรับน้องมีหลายรูปแบบดังที่กล่าวมาแล้ว ความหมายของการรับน้องในใจคน จึงผิดแผกแตกต่างไป แต่ความหมายที่น่าตกใจ ก็คือ คนที่เห็นการรับน้องเป็นเครื่องมือของการแก้แค้น เพราะแค้นนี้ถ้าต้องใช้แค้นชำระ บาดแผลที่ทุกฝ่ายได้รับ ก็ยิ่งเหวอะหวะไปเท่านั้น ทุกคนจะพะวงเจ็บปวดจนลืมนึกถึงจุดประสงค์แท้ๆ ของการรับน้องไป นั่นคือความสนิทสนมกลมเกลียว สัมพันธ์อันดีระหว่างน้องพี่ร่วมสถาบัน... ซึ่งคงต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเองว่า ควรจะใช้ความหมายอันไหน...

คนข้างนอกเขามองเข้ามาในสถาบันแล้วมักจะยกคนข้างในให้เป็น 'ปัญญาชน' ไปเสียทั้งนั้น ก็อย่าให้เขาจับลงมาเหยียบซะล่ะ


^ กลับด้านบน ^




ฟ้าร้องครืน ครืน
ฉันยืนเดียวดาย
ฝนพรำพร่างพราย
ฉันไม่วายเศร้าใจ
ฟ้าแลบแปลบ แปลบ
ฉันแสบฤทัย
ฟ้าร้องก้องไป
ฉันร้องไห้คนเดียว
ฟ้ายังร้องครืน
ฉันยืนเดียวดาย
ฟ้าผ่าถูกกาย
ฉันเลยตายคนเดียว

ภราญา